บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลหลักอื่น ๆ ปรับตัวลงต่อเนื่อง ทั้งที่สภาพแวดล้อมด้านมหภาคมี ‘ปัจจัยบวก’ ชัดเจนอย่างราคาน้ำมันร่วงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทรงตัว โดยนักวิเคราะห์มองว่าตลาดคริปโตกำลังถูกกดดันจากผลกระทบ ‘แฮ็กกระเป๋า 콜드คาร์드(Coldcard)’ ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงภายในตลาดที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) บิตคอยน์ร่วงจาก 63,600 ดอลลาร์มาอยู่บริเวณ 62,800 ดอลลาร์ ภายในวันเดียวลดลงราว 1% และในรอบสัปดาห์อ่อนตัวแล้วประมาณ 4% คิดเป็นเงินสกุลบาทราว 8.96 ล้านบาทต่อ 1 BTC ด้านอีเธอเรียมก็อ่อนตัวกว่า 1% ลงมาที่ 1,858 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.65 แสนบาท) ยังยืนเหนือระดับ 1,900 ดอลลาร์ไม่ได้ และปรับตัวลงแล้ว 5% ในรอบสัปดาห์
สกุลเงินดิจิทัลตัวอื่น ๆ เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน โทเคนริปเปิล(XRP) อยู่ที่ราว 1.07 ดอลลาร์, โซลานา(SOL) บริเวณ 73 ดอลลาร์ และโดชคอยน์(DOGE) หลุดระดับ 0.07 ดอลลาร์ โดยทั้งหมดต่างปรับตัวลงเล็กน้อยต่อเนื่อง
ในกลุ่มเหรียญใหญ่มีเพียงไบแนนซ์คอยน์(BNB) ที่ยังทรงตัวในลักษณะ ‘แข็งแกร่งกว่าตลาด’ โดยในรอบสัปดาห์บวกขึ้นราว 1.6% ตรงข้ามกับ ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)’ โทเคน HYPE ที่เคลื่อนไหวอ่อนแรงสุดในกลุ่มสินทรัพย์ชั้นนำ ราคาลงมาที่ 52.52 ดอลลาร์ ลดลงอีกราว 1% ในวันเดียว และร่วงสะสมในรอบสัปดาห์แล้วถึง 12.8%
유가·금리 안정에도 ‘비트코인 무반응’
สภาวะ ‘มาโคร’ กลับเป็นมิตรต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยุติแผนโจมตีอิหร่านและหันกลับมาเน้นแนวทาง ‘เจรจา’ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สัญญาเดือนตุลาคมทรุดลงระหว่างวันกว่า 7.3% ลงมาที่ 81.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจัยหนุนสำคัญอีกด้านคือซาอุดีอาระเบียและชาติพันธมิตรที่เพิ่มแรงกดดันให้เกิดข้อตกลงเปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ อีกครั้ง
การร่วงลงของราคาน้ำมันช่วยลดแรงกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และสะท้อนเชิงบวกมายังตลาดพันธบัตรสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีถอยลงราว 4bp มายืนแถว 4.69% ขณะเดียวกัน ฟิวเจอร์สดัชนีแนสแด็ก 100 และฟิวเจอร์สหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นประมาณ 0.8% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่กลับมาดีขึ้นเล็กน้อย ราคาทองคำเองก็ขยับขึ้นราว 0.3% แตะบริเวณ 4,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์
โดยปกติ ‘น้ำมันลง·บอนด์ยีลด์ลง·หุ้นขึ้น’ ถือเป็นชุดสัญญาณที่มักกระตุ้นแรงซื้อในตลาดคริปโต แต่ในรอบนี้บิตคอยน์กลับ ‘ไม่ตอบสนอง’ ต่อปัจจัยบวกดังกล่าว ราคายังเคลื่อนไหวอ่อนแรงและไม่สามารถใช้สภาวะมหภาคที่เป็นใจเป็นเชื้อไฟในการรีบาวด์ได้ ‘ความคิดเห็น’ ภาพนี้สะท้อนว่าปัจจัยขับเคลื่อนราคาขณะนี้อาจไม่ได้อยู่ที่มาโคร แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตเองมากกว่า
콜드카드 해킹, 시장 내부 리스크로 부상
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่เหตุ ‘แฮ็กกระเป๋า 콜드คาร์드(Coldcard)’ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นตลอดสุดสัปดาห์ โดยมีการตรวจพบการโจมตีและการถอนเงินครั้งที่สาม ทำให้ยอดความเสียหายรวมขยายตัวเป็น 1,367 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 89 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,270 ล้านบาท จากกระเป๋าทั้งหมด 4,585 แอดเดรสที่ถูกดูดสินทรัพย์ออกไป
รูปแบบการโจมตีก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเป้ากระเป๋าขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง มาเป็นการไล่เก็บกระเป๋าย่อยจำนวนมากที่ถือสินทรัพย์เพียงไม่กี่พันดอลลาร์แทน เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม การโจมตีรอบแรกดูดเงินจาก 1,196 แอดเดรส เป็นจำนวน 1,083 BTC แต่ในรอบที่สามกลับเป็นการโจมตี 1,912 แอดเดรส ทว่ามียอดบิตคอยน์ที่ถูกขโมยไปราว 208 BTC เท่านั้น หมายความว่าผู้โจมตีหันมา ‘เก็บเหรียญเม็ดเล็กจากหลายกระเป๋า’ มากกว่ามุ่งใส่กระเป๋าใหญ่ไม่กี่ใบ
‘ความคิดเห็น’ สำหรับตลาดคริปโต เคสนี้กลายเป็นตัวจุดชนวนความไม่มั่นใจ เพราะการแฮ็กกระเป๋าฮาร์ดแวร์ถูกมองว่าเป็นการสั่นคลอนหนึ่งในชั้นความปลอดภัยที่นักลงทุนสายถือยาวเชื่อถือมากที่สุด เมื่อความเชื่อมั่นต่อระบบเก็บรักษาสินทรัพย์ถูกกระทบ ความต้องการถือครองก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย
비트코인 자금 이탈…시장 방향성 ‘엇갈림’
ในฝั่งกระแสเงินก็เริ่มเห็นสัญญาณ ‘ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน’ ชัดขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองทุนที่อ้างอิงอีเธอเรียมมีเงินทุนไหลเข้าเล็กน้อย สวนทางกับกองทุนที่อิงบิตคอยน์ซึ่งมียอดเงินไหลออกสุทธิ ทั้งที่ตามปกติแล้ว ‘บิตคอยน์’ มักเป็นตัวกำหนดทิศทางหลักของตลาด และกระแสเงินเข้าหรือออกมักจะเคลื่อนไปในแนวเดียวกันกับสินทรัพย์อื่น
สถานการณ์ตอนนี้ทำให้ตลาดจับตาแนวรับบริเวณ 62,000 ดอลลาร์ของบิตคอยน์อย่างใกล้ชิด หากการเจรจากับอิหร่านเดินหน้าได้มากขึ้นและกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อ สภาพแวดล้อมมหภาคแบบเดิมอาจเกิดซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าแม้มี ‘มาโครโฮเซ’ ครบทุกด้านแล้ว บิตคอยน์ยังไม่สามารถดีดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ กระแสตีความก็อาจเอนเอียงไปในทางว่า แรงกดดันรอบนี้มาจาก ‘ความเสี่ยงภายในตลาด’ โดยเฉพาะกรณีแฮ็กกระเป๋าและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยที่สั่นคลอน มากกว่าจะเป็นแรงขายจากปัจจัยภายนอกเศรษฐกิจมหภาคเพียงอย่างเดียว
ความคิดเห็น 0