สหรัฐฯ เดินหน้าคว่ำบาตรเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ของอิหร่าน พร้อมขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในอิหร่านอีก 4 แห่งอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางรายงานว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สั่งให้เรือสัญชาติอิหร่านออกจากท่าเรือ ทำให้เครือข่ายการเดินเรือและเครือข่ายการชำระเงินด้วยคริปโตของอิหร่านถูกผูกเข้าด้วยกันเป็นระบบคว่ำบาตรเดียวกันมากขึ้น
คริปโตบรีฟฟิ่ง (Crypto Briefing) รายงานเมื่อวันที่ 4 ว่า UAE สั่งให้เรือสัญชาติอิหร่านออกจากท่าเรือทุกแห่งตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยเรือที่จอดเทียบท่าอยู่แล้วก็ได้รับแจ้งให้ออกจากท่าทันทีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ UAE และสำนักข่าวแห่งชาติ WAM แต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศ UAE เรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม โดยระบุว่าการขัดขวางการเดินเรือของอิหร่านส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม UAE แสดงความยินดีต่อมติของคณะกรรมการความปลอดภัยทางทะเล องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) พร้อมระบุว่าการใช้โดรน ขีปนาวุธ และทุ่นระเบิดของอิหร่านคุกคามความปลอดภัยของเรือพาณิชย์และลูกเรือ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเคยปรับตัวลงราว 5% จากความคาดหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดใช้งานอีกครั้ง แต่ท่าทีการเจรจาของทั้งสองฝ่ายยังคงสวนทางกันอยู่
สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรหน่วยงานควบคุมช่องแคบอ่าวเปอร์เซียของอิหร่าน (Persian Gulf Strait Authority) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม โดยระบุว่าองค์กรนี้มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) และเรียกเก็บ ‘ค่าผ่านทาง’ จากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่าค่าผ่านทางดังกล่าวสามารถชำระได้ทั้งเงินตราสกุลหลัก สินทรัพย์ดิจิทัล การหักกลบลบหนี้ และการแลกเปลี่ยนนอกระบบ ก่อนหน้านี้ทางเรายังรายงานว่า แนวคิดประกันภัยการเดินเรือที่ให้เจ้าของเรือชำระค่าใช้จ่ายด้วยบิตคอยน์(BTC) และคริปโตสกุลอื่นก็ตกเป็นเป้าคว่ำบาตรเช่นกัน
ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน OFAC ประกาศคว่ำบาตรตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ โนบิเท็กซ์(Nobitex) วอลเล็กซ์(Wallex) บิทพิน(Bitpin) และรัมซิเน็กซ์(Ramzinex) โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าโนบิเท็กซ์เพียงรายเดียวประมวลผลเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านในปี 2025 มากกว่า 50% และยังสนับสนุนธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับ IRGC ด้วย
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน เชนอะนาลิซิส(Chainalysis) รายงานเมื่อเดือนมกราคมว่า ระบบนิเวศคริปโตของอิหร่านมีมูลค่าทะลุ 7,780 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10.7 ล้านล้านวอน) ในปี 2025 และในไตรมาส 4 ของปี 2025 กิจกรรมออนเชนที่เกี่ยวข้องกับ IRGC คิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของระบบนิเวศคริปโตทั้งหมดในอิหร่าน
รอยเตอร์(Reuters) รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า นับตั้งแต่ปี 2023 โนบิเท็กซ์ประมวลผลธุรกรรมผ่านเครือข่ายทรอน(TRX) และบีเอ็นบีเชน(BNB Chain) แล้วอย่างน้อย 2,300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 ล้านล้านวอน) พร้อมวิเคราะห์ว่าธนาคารกลางอิหร่านใช้เครือข่ายทรอนซื้อเทเธอร์(USDT) มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 690,000 ล้านวอน) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2024 ถึงมิถุนายน 2025
ผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้เน้นไปที่กระบวนการตรวจสอบธุรกรรมและการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากกว่าเรื่องราคา โดย OFAC ระบุในเอกสารคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ว่า บุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ และสถาบันการเงินต่างประเทศที่ทำธุรกรรมกับตลาดคริปโตอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรก็มีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรตามไปด้วยเช่นกัน ทำให้ตลาดซื้อขายคริปโตในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ และสถาบันการเงินต่างประเทศ อาจต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระเป๋าเงินดิจิทัลและเส้นทางธุรกรรมที่เกี่ยวข้องต่อไป
ความคิดเห็น 0