โดนัลด์ ทรัมป์(Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินหน้านโยบายเนรเทศผู้อพยพครั้งใหญ่ ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่ากำลังสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพและเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตร ก่อสร้าง และการดูแลผู้สูงอายุ ที่พึ่งพาแรงงานผู้อพยพสูง อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
องค์กรพิทักษ์สิทธิผู้อพยพ อเมริกาส์วอยซ์(America's Voice) เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่า มาตรการปราบปรามผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย และการดูแลสุขภาพปรับตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ชะลอตัว ทั้งนี้ สำนักข่าว CNBC รายงานวิเคราะห์ดังกล่าวโดยอ้างอิงเนื้อหารายงานและสถิติที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
อเมริกาส์วอยซ์เรียกต้นทุนทางเศรษฐกิจทางอ้อมที่เกิดจากการปราบปรามนี้ว่า ‘ICE Tax’ โดยเทียบเคียงกับชื่อหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ(ICE) ซึ่งหมายความว่า เมื่อการปราบปรามทำให้แรงงานในระบบลดลง ต้นทุนการผลิต งานก่อสร้าง และบริการดูแลผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับกิจกรรมการบริโภคที่อาจหดตัวตามไปด้วย
ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ(BLS) เดือนมิถุนายน 2026 ดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หมวดอาหารเพิ่มขึ้น 3.0% อาหารจากร้านขายของชำเพิ่มขึ้น 2.7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน(Core CPI) อยู่ที่ 2.6%
เมื่อแยกตามรายสินค้า ราคาผักกาดหอมพุ่งขึ้นถึง 32.1% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามมาด้วยผลไม้กระป๋องที่เพิ่มขึ้น 7.9% แอปเปิลเพิ่มขึ้น 7.1% และผลไม้ตระกูลส้มเพิ่มขึ้น 6.3%
อย่างไรก็ตาม การอธิบายราคาสินค้าบางรายการที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วยนโยบายเนรเทศเพียงปัจจัยเดียวยังทำได้ยาก โดยอเมริกาส์วอยซ์เองก็ระบุว่า ปัจจัยอื่น เช่น สภาพอากาศและต้นทุนเชื้อเพลิง มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
เอ็กเซเคียล เอร์นันเดซ(Exequiel Hernandez) นักวิจัยจากวอร์ตันสคูล มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เผยแพร่งานวิจัยผ่าน SSRN เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 โดยวิเคราะห์ข้อมูลการปราบปรามของ ICE จำนวน 5,388 ครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ร่วมกับข้อมูลการเข้าใช้บริการและการใช้จ่ายจากสถานประกอบการกว่า 5.4 ล้านแห่ง ด้วยวิธีเปรียบเทียบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสถานประกอบการก่อนและหลังการปราบปราม
ผลการศึกษาประเมินว่า หลังการปราบปราม จำนวนผู้เข้าใช้บริการรายสัปดาห์ต่อสถานประกอบการลดลง 2.7% ขณะที่การใช้จ่ายลดลง 6.2% และเมื่อคิดเป็นรายปี อาจมีจำนวนผู้เข้าใช้บริการลดลงถึง 8,100 ล้านครั้ง พร้อมความเสียหายด้านการบริโภคสูงสุดถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์(ประมาณ 4.9 แสนล้านบาท)
สถาบันบรูกกิงส์(Brookings Institution) ระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ว่า อัตราการจ้างงานใน 86 เมืองที่ ICE เข้าปราบปรามอย่างเข้มข้น ต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบถึง 0.73% และในกลุ่ม 51 เมืองที่สามารถติดตามข้อมูลได้นานกว่า 6 เดือน ช่องว่างดังกล่าวขยายขึ้นเป็น 1.48%
ทีมวิจัยประเมินว่า การปราบปรามส่งผลให้ตำแหน่งงานหายไปราว 668,000 ตำแหน่ง โดยในจำนวนนี้ อาจเป็นตำแหน่งงานที่แรงงานเกิดในสหรัฐฯ ครองอยู่ระหว่าง 51,000 ถึง 297,000 ตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน ขนาดของการปราบปรามก็ขยายตัวต่อเนื่อง โดยสำนักข่าว CBS News รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลของ ICE ว่า จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวในเดือนมิถุนายนพุ่งเกิน 43,000 คน สูงสุดเป็นประวัติการณ์รายเดือนนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่ง จำนวนผู้ถูกจับกุมเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 1,438 คนในเดือนมิถุนายน เป็น 1,593 คนในช่วง 11 วันแรกของเดือนกรกฎาคม ด้านโฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ ยืนยันว่า ICE ไม่มีการกำหนดโควตาการจับกุมแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ยังไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดคริปโต
ความคิดเห็น 0