กองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 ดึงความเสี่ยงที่เคยลดลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมกลับคืนมาบางส่วน ขณะที่กิจกรรมการซื้อขายโดยรวมพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์
เมื่อวันที่ 10 (เวลาท้องถิ่น) โกลด์แมน แซคส์(Goldman Sachs) เปิดเผยข้อมูลว่า ยอดซื้อของเฮดจ์ฟันด์สูงกว่ายอดขายชอร์ต โดยสัดส่วนซื้อต่อขายอยู่ที่ 1.4 ต่อ 1 นอกจากนี้การซื้อขายหุ้นรายตัวยังพลิกกลับมาเป็น 'ซื้อสุทธิ' เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 เดือน สะท้อนว่าผู้จัดการกองทุนเริ่มกล้าเพิ่มความเสี่ยงในหุ้นรายตัวอีกครั้ง
เมื่อแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มวัสดุ(Materials) ถูกจัดเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นที่สุด และยังเกิดการ 'ช้อนคืนสถานะขายชอร์ต' หรือ short covering ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปีในกลุ่มนี้ด้วย โดย short covering คือการที่นักลงทุนที่เคยเดิมพันว่าราคาหุ้นจะร่วง ต้องซื้อหุ้นคืนเพื่อลดผลขาดทุนหรือปิดสถานะของตัวเอง
โกลด์แมน แซคส์ระบุว่า บรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นทำให้สถานะขายชอร์ตเดิมถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว และเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้กลุ่มวัสดุเคลื่อนไหวได้ดี อย่างไรก็ตาม short covering มีลักษณะต่างจากการเข้าซื้อระยะยาวรอบใหม่ ดังนั้นการจะประเมินว่าความกล้าเสี่ยงของตลาดฟื้นตัวมากน้อยแค่ไหน ยังต้องติดตามทิศทางเงินทุนในระยะถัดไปประกอบด้วย
ก่อนหน้านี้เฮดจ์ฟันด์ได้ลดสถานะถือครองหุ้นลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จากความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของตลาดที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยช่วงเวลาดังกล่าว เฮดจ์ฟันด์หุ้นเอเชียปรับตัวลงเฉลี่ยรายเดือน 18.6% ณ วันที่ 28 กรกฎาคม จากแรงเทขายหุ้นกลุ่ม AI การกลับมาซื้อในรอบนี้จึงสะท้อนว่าสถานะเชิงรับที่เคยตั้งไว้ในช่วงนั้นกำลังถูกปรับคืนบางส่วน
ทิศทางการจัดพอร์ตของเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกถือเป็นข้อมูลอ้างอิงหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมได้ แต่ข้อมูลชุดนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะชี้ทิศทางราคาของคริปโทเคอร์เรนซี ไม่ว่าจะเป็นบิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH)
ความคิดเห็น 0