ส่วนต่างราคาทองแดงระหว่างตลาดโคเม็กซ์(COMEX) ของสหรัฐฯ และตลาดโลหะลอนดอน(LME) กลายเป็นตัวชี้วัดที่นักลงทุนใช้ประเมิน 'โอกาส' ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศภาษีนำเข้าทองแดงกลั่นเพิ่มเติม สัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองแดงพุ่งใกล้ระดับ 6.90 ดอลลาร์ต่อปอนด์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ซีเอ็นบีซี(CNBC) รายงานเมื่อวันที่ 14 ว่าส่วนต่างราคา หรือพรีเมียม ระหว่างสัญญาทองแดงล่วงหน้าโคเม็กซ์กับราคาที่ตลาดโลหะลอนดอนกำลังสะท้อนความเสี่ยงด้านภาษีทองแดงกลั่นแบบเรียลไทม์ โซซิเอเต เจเนราล(Societe Generale) ธนาคารเพื่อการลงทุนของฝรั่งเศส วิเคราะห์ว่าพรีเมียมในปัจจุบันบ่งชี้ความน่าจะเป็น 14.6% ที่จะมีการเก็บภาษี 15% กับทองแดงกลั่นตั้งแต่เดือนมกราคม 2027 และความน่าจะเป็น 37% ที่จะเก็บภาษี 30% ตั้งแต่เดือนมกราคม 2028
ทองแดงเป็นโลหะอุตสาหกรรมที่ใช้ในงานก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่ง และโครงข่ายไฟฟ้า และมักถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงของภาษีจึงส่งผลได้ทั้งต่อราคาและทิศทางการไหลของอุปทานในแต่ละภูมิภาค
เดิมทีส่วนต่างราคาระหว่างโคเม็กซ์กับ LME เป็นเครื่องมือสำหรับการทำ 'อาร์บิทราจ' หรือเก็งกำไรจากความเหลื่อมล้ำของราคาชั่วคราวระหว่างสองตลาด ผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ ธนาคาร กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ผู้ผลิต และผู้บริโภค ต่างใช้ส่วนต่างนี้สะท้อนอุปสงค์อุปทานตามภูมิภาค ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง
ในอดีต ปัจจัยหลักที่ขยับส่วนต่างราคาคือความต้องการของจีนหรือปัญหาการผลิตในอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันปัจจัยหลักเปลี่ยนไปเป็นความเป็นไปได้ที่จะมีการเก็บภาษีจากการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าสหรัฐฯ
มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้า (Trade Expansion Act) เปิดทางให้สหรัฐฯ สอบสวนผลกระทบของสินค้านำเข้าต่อความมั่นคงของชาติ และพิจารณามาตรการภาษีหรือจำกัดการนำเข้าได้ ทองแดงกลั่นถูกจัดเป็นสินค้ายุทธศาสตร์เนื่องจากเกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า และความต้องการด้านกลาโหม
สหรัฐฯ เก็บภาษี 50% กับทองแดงกึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมทองแดงสูงบางรายการอยู่แล้ว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เสนอให้เก็บภาษีทองแดงกลั่นแบบขั้นบันไดในอัตรา 15% ตั้งแต่มกราคม 2027 และ 30% ตั้งแต่มกราคม 2028
ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงตีความพรีเมียมของโคเม็กซ์ไม่ใช่แค่โอกาสในการเก็งกำไรอีกต่อไป แต่เป็น 'ความน่าจะเป็นเชิงนโยบาย' ยิ่งราคาโคเม็กซ์สูงกว่าราคาลอนดอนมากเท่าไหร่ แรงจูงใจที่จะเร่งส่งทองแดงเข้าสหรัฐฯ ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เอวา แมนธีย์(Ewa Manthey) นักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จากไอเอ็นจี(ING) ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า “ส่วนต่างราคาโคเม็กซ์-LME กลายเป็นตัวชี้วัดความคาดหวังต่อภาษีของสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพรีเมียมสูงขึ้น การรับรู้ความเสี่ยงด้านภาษีก็ยิ่งสูงตาม และยิ่งดึงดูดโลหะให้ไหลเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าโครงสร้างราคาขยับตัวล่วงหน้าก่อนที่ภาษีจะถูกบังคับใช้จริง
การนำเข้าทองแดงของสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ นำเข้าทองแดงมากกว่า 200,000 ตัน สูงสุดในรอบ 12 ปี
นักวิเคราะห์มองว่าความต้องการเคลื่อนย้ายทองแดงเข้าสหรัฐฯ ก่อนที่ภาษีจะมีผลบังคับใช้จริง เป็นปัจจัยที่ทำให้ส่วนต่างราคาขยายตัวมากขึ้น
โซซิเอเต เจเนราลจำลองต้นทุนการขนย้ายทองแดงเกรด LME จากคลังสินค้าในยุโรปไปยังชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ แล้วนำมาเทียบกับราคาสัญญาล่วงหน้าโคเม็กซ์ เพื่อคำนวณความน่าจะเป็นของการเก็บภาษี ปัจจุบันตัวเลขที่ว่าพรีเมียมโคเม็กซ์สูงกว่าราคาทองแดงลอนดอนที่รวมต้นทุนขนส่งแล้วมากน้อยเพียงใด กลายเป็นเกณฑ์อ่านความคาดหวังด้านภาษี
นาตาลี สก็อตต์-เกรย์(Natalie Scott-Gray) นักกลยุทธ์อาวุโสด้านอุปสงค์โลหะจากสโตนเอ็กซ์(StoneX) ระบุในบทวิเคราะห์ตลาดล่าสุดว่าการตัดสินใจเรื่องภาษีทองแดงกลั่นภายใต้มาตรา 232 ที่ล่าช้าออกไปเป็น “ปัจจัยกระตุ้นที่ใหญ่ที่สุด” ของตลาดทองแดงในขณะนี้ เธอมองว่าหากมีการประกาศใช้ภาษีแบบครอบคลุม อุปทานทองแดงนอกสหรัฐฯ อาจเผชิญแรงกดดัน แต่หากไม่มีการเก็บภาษี ส่วนต่างราคาระหว่างโคเม็กซ์กับ LME ก็อาจปรับตัวกลับ
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้มีนัยสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องราคาทองแดงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีที่ความเสี่ยงด้านนโยบายของสหรัฐฯ ถูกสะท้อนเข้าไปในโครงสร้างราคาแบบเรียลไทม์ ทองแดงเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในโครงข่ายไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ งานก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ การตัดสินใจด้านภาษีของสหรัฐฯ จึงอาจส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์และการจัดหาวัตถุดิบทั่วโลกได้เช่นกัน
ทั้งนี้ การเก็บภาษีทองแดงกลั่นจริงหรือไม่ และในอัตราเท่าใด ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของทำเนียบขาว ตลาดกำลังจับตาว่าข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุอัตรา 15% ในเดือนมกราคม 2027 และ 30% ในเดือนมกราคม 2028 จะกลายเป็นนโยบายจริงหรือไม่
ความคิดเห็น 0