มีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ(Strait of Hormuz) เข้าสู่ภาวะชะงักงันตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เมื่อการหารือเรื่องค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซดูเหมือนจะหยุดลง ผู้สังเกตการณ์จึงประเมินว่าช่องทางการทูตในตะวันออกกลางแคบลงตามไปด้วย
Semafor รายงานโดยอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานล้มเหลวไปแล้วตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อน โดยการเจรจาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ก่อนหน้านี้อิหร่านและโอมานเคยหารือเรื่องแนวทางบริหารจัดการการเดินเรือและการเรียกเก็บค่าบริการในช่องแคบฮอร์มุซ และความคืบหน้าของการเจรจาดังกล่าวเคยถูกมองว่าอาจส่งผลต่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมัน
ประธานาธิบดีทรัมป์เคยพยายามหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่าน แต่หลังจากมีความเห็นว่าการเจรจาหยุดชะงักมากขึ้น เขาก็หันมาใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางหลัก โดย Semafor ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะคว่ำบาตรประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงระบุว่าสถานการณ์ของอิหร่าน “ดีมาก” เขามองว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจอาจดึงเตหะรานกลับสู่โต๊ะเจรจาได้ แต่แผนการจัดเจรจาเพิ่มเติมในระยะเวลาอันใกล้นี้ถูกระบุว่าหยุดชะงักอยู่
โอมานเป็นประเทศที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมาโดยตลอด Semafor ระบุว่าสถานทูตโอมานไม่ได้ตอบกลับต่อการประเมินสถานการณ์เจรจาจากฝ่ายสหรัฐฯ
ประเด็นนี้ยังคงเป็นตัวแปรทางอ้อมต่อตลาดคริปโต หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความผันผวนของตลาดหุ้น ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นระยะสั้นของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม รายงานนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปทิศทางราคาสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างชัดเจน
ความคิดเห็น 0