เศรษฐกิจอิหร่านหดตัวลง 2.7% ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรและการตัดขาดทางการค้า แต่การประเมินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่าน 'ใกล้ล่มสลาย' ถูกอดีตที่ปรึกษาธนาคารกลางอิหร่านออกมาโต้แย้ง แม้ตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานจะสะท้อนแรงกระแทกชัดเจนแล้ว แต่การประเมินระบุว่ายังไม่ถึงขั้นที่สินค้าจำเป็นขาดแคลนหรือความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารพังทลาย
CNBC รายงานบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 เวลา 15.08 น. (ตามเวลาไทย) ว่า เมอร์ดาด เซปาห์วานด์ (Mehrdad Sepahvand) ผู้อำนวยการดาริค อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป (Darik Investment Group) ออกมาโต้แย้งคำกล่าวอ้างของทรัมป์เรื่องเศรษฐกิจอิหร่านใกล้ล่มสลาย เซปาห์วานด์เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของธนาคารกลางอิหร่าน
เมอร์ดาด เซปาห์วานด์ (Mehrdad Sepahvand) ผู้อำนวยการดาริค อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป กล่าวว่า 'มุมมองที่ว่าเศรษฐกิจอิหร่านกำลังจะล่มสลายนั้นควรพิจารณาอย่างระมัดระวังกว่านี้' คำพูดนี้ไม่ได้ปฏิเสธแรงกระแทกจากมาตรการคว่ำบาตร แต่เขาไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปที่ว่ากลไกเศรษฐกิจหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง
หลังการเจรจาหยุดยิงล้มเหลว ทรัมป์ประกาศจะใช้ 'สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน' กับอิหร่าน โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลอิหร่าน 'แขวนอยู่บนเส้นด้ายเส้นเดียว' พร้อมประกาศสกัดกั้นการลักลอบขนน้ำมัน การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน การโอนเงินสด ร้านแลกเงิน การจดทะเบียนเรือ และบริษัทบังหน้าทันที
ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่รัฐบาลทรัมป์ดำเนินมาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อสกัดช่องทางการเงินและรายได้ของอิหร่าน โดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า 'Operation Economic Fury'
ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอิหร่านในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม หดตัวลง 2.7% ขณะที่ข้อมูลชุดเดียวกันระบุว่าอัตราเงินเฟ้อของอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์พุ่งถึง 62.2% และเงินเฟ้อราคาอาหารสูงถึง 99%
มาตรการคว่ำบาตรทำงานโดยปิดกั้นเส้นทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการหาเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น เมื่อการส่งออกน้ำมัน ระบบชำระเงิน การจดทะเบียนเรือ และเครือข่ายแลกเปลี่ยนเงินตราถูกกดดันพร้อมกัน ราคาสินค้านำเข้าและอัตราแลกเปลี่ยนจะสั่นคลอนก่อน ก่อนที่แรงกดดันจะลามไปสู่ค่าครองชีพและการจ้างงานในเวลาต่อมา
เซปาห์วานด์ยอมรับว่าเศรษฐกิจอิหร่านกำลังทรุดตัวลงจากแรงกดดันของมาตรการคว่ำบาตร แต่กล่าวว่า 'ร้านค้ายังคงมีอาหารและสินค้าจำเป็นเต็มชั้นวาง และยังไม่เห็นสัญญาณของการกักตุนสินค้า'
ส่วนการประเมินระบบธนาคารนั้นระมัดระวังมากกว่า เขาอธิบายว่า 'แม้ระบบธนาคารจะเผชิญความไม่สมดุลอย่างรุนแรงและถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อธนาคารยังไม่พังทลาย และยังไม่เห็นการแห่ถอนเงินฝากขนาดใหญ่'
ตัวแปรสำคัญของประเด็นนี้คือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งประกาศระงับความสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินทั้งหมดกับอิหร่าน โดย CNBC รายงานว่าก่อนสงคราม UAE เคยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
เซปาห์วานด์กล่าวว่า 'สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นหนึ่งในประตูการเงินสำคัญของอิหร่าน' เขามองว่ามาตรการของ UAE จะกดดันอัตราแลกเปลี่ยน ผลักต้นทุนการค้าให้สูงขึ้น และอาจกระตุ้นเงินเฟ้อในอีกสองไตรมาสข้างหน้า
เกี่ยวกับขนาดการหดตัวของเศรษฐกิจ เซปาห์วานด์ระบุในบทสัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ขณะนี้คาดว่าเศรษฐกิจอิหร่านปีนี้จะหดตัวราว -5% และมาตรการคว่ำบาตรจาก UAE อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
แรงกดดันต่ออิหร่านยังถูกประเมินต่างกันในแง่ผลทางการเมือง เซปาห์วานด์กล่าวว่าแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองกลับเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มแข็งกร้าวภายในรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่สหรัฐฯ ต้องการกดให้อ่อนแอลง
เขากล่าวว่า 'กลุ่มแข็งกร้าวในประเทศกำลังฉวยใช้สถานการณ์นี้อยู่จริง ซึ่งทำให้การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ยากขึ้น' นั่นหมายความว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจอาจเป็นเครื่องมือต่อรอง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเสริมความสามัคคีภายในกลุ่มผู้มีอำนาจของอิหร่านไปพร้อมกัน
ภาระดังกล่าวตกหนักไปที่กลุ่มรายได้น้อยและคนรุ่นใหม่ เซปาห์วานด์อธิบายว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงและการจ้างงานที่ลดลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มนี้
แม้การประเมินว่าเศรษฐกิจอิหร่านอยู่ในภาวะล่มสลายหรือไม่จะยังคงมีความเห็นต่างกัน แต่ผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรและการตัดขาดทางการค้าที่มีต่อค่าครองชีพและการจ้างงานนั้นปรากฏให้เห็นแล้วทั้งในตัวเลขและคำให้สัมภาษณ์ ทิศทางราคาสินค้าและอัตราแลกเปลี่ยนในอีกสองไตรมาสข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับว่ามาตรการตัดขาดทางการค้าและการเงินของ UAE จะส่งผ่านไปเป็นต้นทุนจริงมากน้อยเพียงใด
ความคิดเห็น 0