เชลล์(Shell) กำลังเป็นเป้าหมายของดีลเข้าซื้อกิจการที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจเคมีในสหรัฐฯ ของบริษัทกลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรม มีรายงานว่าเอ็กซอนโมบิล(ExxonMobil), ไลออนเดลบาเซลล์(LyondellBasell), อพอลโล โกลบอล แมนเนจเมนท์(Apollo Global Management) และบริษัทปิโตรเลียมแห่งคูเวต(Kuwait Petroleum Corporation) ต่างแสดงความสนใจในดีลนี้
ไฟแนนเชียลไทมส์(Financial Times) รายงานว่าผู้ที่สนใจเข้าซื้อได้ยื่นข้อเสนอแบบไม่มีผลผูกพันสำหรับสินทรัพย์เคมีของเชลล์ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยขอบเขตของข้อเสนอมีความหลากหลาย ตั้งแต่การเข้าซื้อธุรกิจทั้งหมดไปจนถึงการแบ่งซื้อเฉพาะบางส่วนของสินทรัพย์
หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สอดคล้องกับทิศทางการลดขนาดธุรกิจเคมีของเชลล์ และการปรับพอร์ตโฟลิโอครั้งใหญ่ของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในขั้นนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอที่ไม่มีผลผูกพันเท่านั้น ยังไม่มีการตัดสินใจว่าใครจะเป็นผู้ซื้อ ราคาสุดท้ายจะเป็นเท่าไร และจะขายทั้งหมดหรือขายเพียงบางส่วน
สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขายคือฐานการผลิตเคมีหลักของเชลล์ในสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานที่เมืองดีร์พาร์ก รัฐเท็กซัส โรงงานที่เมืองไกส์มาร์และนอร์โก รัฐลุยเซียนา และโรงงานที่เมืองโมนากา รัฐเพนซิลเวเนีย
ในจำนวนนี้ โรงงานที่โมนากาเริ่มเดินเครื่องผลิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2022 โดยเชลล์ลงทุนในโรงงานแห่งนี้ไปแล้วราว 14,000 ล้านดอลลาร์ และมีกำลังการผลิตตามการออกแบบอยู่ที่ 1.6 ล้านตันต่อปี
มูลค่าสูงสุด 8,000 ล้านดอลลาร์ที่ถูกพูดถึงนั้น ต่ำกว่าเงินลงทุนที่เชลล์ทุ่มไปกับโรงงานโมนากาเพียงแห่งเดียวเสียอีก นี่คือเหตุผลที่ตลาดมองว่าข่าวการขายครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การขายสินทรัพย์ทั่วไป แต่อาจเป็นการขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมีนัยสำคัญ
นิวส์ควอค(Newsquawk) ระบุในบทสรุปสถานการณ์ตลาดยุโรปช่วงก่อนเปิดตลาดเมื่อวันที่ 24 ว่าหุ้นเชลล์ปรับตัวลง 0.5% ในช่วงก่อนตลาดเปิด พร้อมตีความว่ามูลค่าที่ถูกประเมินครั้งนี้สะท้อนส่วนลดที่ค่อนข้างสูง
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของเชลล์สอดคล้องกับทิศทางการจัดสรรเงินทุนที่บริษัทประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ในงาน Capital Markets Day เมื่อเดือนมีนาคม 2025 เชลล์ระบุว่าจะมองหาโอกาสเชิงกลยุทธ์และพันธมิตรสำหรับสินทรัพย์เคมีในสหรัฐฯ ขณะที่ในยุโรปจะเดินหน้ายกระดับสินทรัพย์และปิดโรงงานบางแห่งอย่างเลือกสรร
ในการประกาศครั้งเดียวกัน เชลล์ชูแนวคิด “ผลงาน วินัย และความเรียบง่าย” เป็นแกนกลยุทธ์ ซึ่งถูกตีความว่าบริษัทกำลังจัดสรรสินทรัพย์ด้านเคมี พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจดาวน์สตรีมบางส่วนใหม่ เพื่อเพิ่มผลกำไรและประสิทธิภาพการใช้เงินทุน
รายงานประจำปี 2025 ของเชลล์เองก็สะท้อนภาระของธุรกิจเคมีเช่นกัน โดยระบุว่าอัตรากำไรของธุรกิจเคมีถูกกดดัน และธุรกิจนี้ยังคงขาดทุนต่อเนื่อง
นับตั้งแต่ต้นปีนี้ เชลล์ยังตกลงขายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนบนบกในยุโรปให้กับโททาลเอเนอร์จีส์(TotalEnergies) พร้อมทั้งบรรลุข้อตกลงขาย BG Cyprus ให้กับเอ็มโอแอล กรุ๊ป(MOL Group) ในมูลค่าสูงสุด 720 ล้านดอลลาร์
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่บริษัทพลังงานทั่วโลกกำลังปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยหันไปโฟกัสที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นหลัก
สำหรับเอ็กซอนโมบิลแล้ว ดีลนี้ไม่ได้สะท้อนการลดขนาดธุรกิจเคมี แต่เป็นการพิจารณาปรับพอร์ตสินทรัพย์มากกว่า เอ็กซอนโมบิลระบุอยู่เสมอว่าธุรกิจเคมีของบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเคมีรายใหญ่ที่สุดของโลก
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เหมือนกัน แต่มุมมองต่อธุรกิจเคมีกลับแตกต่างกันไป หากเชลล์ต้องการลดสัดส่วนสินทรัพย์นี้ ขณะที่เอ็กซอนโมบิลกำลังพิจารณาเข้าซื้อ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวธุรกิจ แต่อยู่ที่ราคา การจัดกลุ่มโรงงาน และความสอดคล้องเชิงประสิทธิภาพกับธุรกิจเดิมของผู้ซื้อ
โดยทั่วไป ข้อเสนอแบบไม่มีผลผูกพันถือเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่แสดงความสนใจและเงื่อนไขคร่าวๆ เท่านั้น หลังจากนี้ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการ การเจรจาต่อรองราคา การปรับขอบเขตสินทรัพย์ และการตรวจสอบด้านกฎระเบียบ ก่อนจะนำไปสู่สัญญาฉบับสมบูรณ์ได้
ขนาดและโครงสร้างของดีลจะเปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบที่โรงงานขนาดใหญ่อย่างโมนากาถูกจัดรวมเข้าไปในข้อเสนอ ทั้งนี้ ขั้นตอนที่ได้รับการยืนยันแล้วในขณะนี้มีเพียงการยื่นข้อเสนอแบบไม่มีผลผูกพันจากผู้ที่สนใจเข้าซื้อเท่านั้น
ความคิดเห็น 0