กระเป๋าเงินดิจิทัลรายใหญ่รายหนึ่งนำเงิน 8 ล้านยูเอสดีคอยน์ (USDC) เข้าสู่แพลตฟอร์ม Hyperliquid แล้วเปิดสถานะ Long บิตคอยน์ (BTC) และอีเธอเรียม (ETH) มูลค่ารวม 71.8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.94 หมื่นล้านวอนเกาหลีใต้)
Blockbeats รายงานเมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) โดยอ้างอิงการติดตามข้อมูลบนเชนของนักวิเคราะห์ที่ใช้ชื่อ EmberCN ว่ากระเป๋าเงินดังกล่าวโอนเงิน 8 ล้าน USDC เข้า Hyperliquid เมื่อประมาณ 30 นาทีก่อนหน้า ก่อนจะเปิดสถานะ Long ทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียม สถานะ Long คือการเทรดอนุพันธ์ที่ทำกำไรเมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงปรับตัวขึ้น
สถานะดังกล่าวแบ่งเป็นบิตคอยน์ 600 เหรียญ และอีเธอเรียม 10,000 เหรียญ โดยมูลค่าสถานะฝั่งบิตคอยน์อยู่ที่ 46.94 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.5 หมื่นล้านวอนเกาหลีใต้) เข้าซื้อที่ราคา 78,032 ดอลลาร์
ส่วนมูลค่าสถานะฝั่งอีเธอเรียมอยู่ที่ 24.89 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.45 หมื่นล้านวอนเกาหลีใต้) โดยเข้าซื้อที่ราคา 2,479 ดอลลาร์
หากเทียบหลักประกันที่ใส่เข้าไป 8 ล้าน USDC กับมูลค่าสถานะรวม 71.8 ล้านดอลลาร์ จะคิดเป็นอัตราเลเวอเรจโดยประมาณ 9 เท่า อย่างไรก็ตาม อัตราเลเวอเรจที่แท้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความผันผวนของหลักประกัน กำไรขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ และการฝาก-ถอนเพิ่มเติม
Hyperliquid เป็นแพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ (decentralized) ที่รองรับการซื้อขายอนุพันธ์คริปโท ต่างจากศูนย์ซื้อขายแบบรวมศูนย์ตรงที่ประวัติการเทรดและการเปลี่ยนแปลงสถานะบางส่วนสามารถตรวจสอบได้ผ่านเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลบนเชน
ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวของหลักประกัน สถานะเลเวอเรจ และราคาที่จะถูกบังคับปิดสถานะ (liquidation) ของกระเป๋าเงินรายใหญ่จึงเป็นข้อมูลที่ผู้เล่นในตลาดติดตามอยู่เสมอ แต่ข้อมูลบนเชนแสดงให้เห็นเพียงความเคลื่อนไหวในระดับที่อยู่กระเป๋าเงินเท่านั้น ไม่สามารถระบุตัวตนเจ้าของจริงหรือวัตถุประสงค์การเทรดได้
เหตุผลที่ธุรกรรมนี้ได้รับความสนใจจากตลาดคือขนาดและสินทรัพย์ที่เลือก เพราะบิตคอยน์และอีเธอเรียมเป็นสินทรัพย์หลักที่มีสภาพคล่องสูงในตลาดคริปโท และเป็นสินทรัพย์ที่มักมีการเปิดสถานะขนาดใหญ่ในตลาดอนุพันธ์เช่นกัน
สถานะเลเวอเรจมีลักษณะที่ความผันผวนของราคาจะส่งผลต่อกำไรขาดทุนเทียบกับหลักประกันอย่างมาก หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาที่เข้าซื้อ ความเสี่ยงด้านการขาดทุนและการถูกบังคับปิดสถานะก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญในแง่การบริหารความเสี่ยงของสถานะอนุพันธ์มากกว่าจะเป็นการคาดการณ์ราคาในตลาดจริง ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าสถานะ Long บิตคอยน์-อีเธอเรียมของกระเป๋าเงินรายใหญ่บน Hyperliquidถูกใช้เป็นดัชนีอ้างอิงหนึ่งในการประเมินทิศทางตลาด
อย่างไรก็ตาม การมองว่าสถานะของกระเป๋าเงินเพียงใบเดียวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะข้อมูลสาธารณะเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุได้ว่ากระเป๋าเงินดังกล่าวมีการป้องกันความเสี่ยง (hedge) หรือมีบัญชีอื่นถือสถานะตรงข้ามอยู่หรือไม่
สถานะครั้งนี้เป็นธุรกรรมที่ใช้เงิน 8 ล้าน USDC เป็นฐานในการเพิ่มความเสี่ยงในทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียมพร้อมกัน ไม่ใช่หลักฐานที่จะชี้ชัดทิศทางราคา และตัวเลขที่ยืนยันได้มีเพียงยอดเงินที่โอนเข้า มูลค่าสถานะ และราคาที่เข้าซื้อเท่านั้น
ความคิดเห็น 0