ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์(Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความเป็นไปได้ในการคว่ำบาตรธนาคารจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ ที่มาบรรจบกับกำหนดการทางการทูตระดับผู้นำระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้จะมีคำเตือนพุ่งเป้าไปที่ภาคการเงินจีน แต่ทั้งสองประเทศยังคงเดินหน้าเตรียมการเยือนกรุงวอชิงตันของสี จิ้นผิง(Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีนต่อไป
CNBC รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 (เวลาไทย) ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการคว่ำบาตรธนาคารจีนว่า “ไม่จำเป็นต้องประกาศทุกอย่าง” คำพูดนี้เกิดขึ้นทันทีหลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนหารือกันที่กรุงปักกิ่งเรื่องการเยือนสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีสี
เดวิด เพอร์ดู(David Perdue) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำจีน เปิดเผยว่าได้พบกับหวัง อี้(Wang Yi) รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และเจ้าหน้าที่จีนคนอื่น ๆ เพื่อหารือการเตรียมการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี ด้านแถลงการณ์ฝ่ายจีนระบุเช่นกันว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือการเตรียม ‘การแลกเปลี่ยนระดับสูงในขั้นต่อไปที่สำคัญ’
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีสีจะเดินทางมาเยือนภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สะท้อนว่าแรงกดดันด้านการคว่ำบาตรและการเตรียมการทูตระดับผู้นำกำลังดำเนินไปพร้อมกัน
ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน สก็อต เบสเซนต์(Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการกดดันอิหร่านชุดใหม่เมื่อวันที่ 24 ที่ถูกเรียกว่า ‘Economic D-Day’ โดยระบุเป้าหมายตัดเครือข่ายการเงินระหว่างประเทศของอิหร่าน
รัฐมนตรีเบสเซนต์กล่าวว่า ธนาคารจีนจะตกเป็นเป้าหมาย หาก “เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เปลี่ยนน้ำมันดิบอิหร่านให้เป็นเงินและอำนาจกดขี่” คำเตือนนี้ชี้ไปที่เส้นทางที่เงินจากการซื้อขายน้ำมันอิหร่านถูกเรียกเก็บผ่านเครือข่ายการเงิน
มาตรการคว่ำบาตรทางอ้อม (secondary sanctions) เป็นวิธีคว่ำบาตรที่ขยายผลไปถึงบริษัทหรือสถาบันการเงินในประเทศที่สามที่ทำธุรกรรมกับประเทศที่ถูกคว่ำบาตร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐฯ และเครือข่ายการชำระเงินด้วยดอลลาร์ จึงถือเป็นเครื่องมือที่สร้างแรงกดดันหนักต่อธนาคารทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่การคว่ำบาตรสถาบันการเงินรายใหญ่ของจีนในทันทีหรือไม่ เนื่องจากการแถลงของรัฐมนตรีเบสเซนต์ไม่ได้ระบุมาตรการที่เป็นรูปธรรมว่าจะพุ่งเป้าไปที่จีนอย่างไร
โจดี เหวิน(Jodie Wen) นักวิจัยหลังปริญญาเอก ศูนย์ยุทธศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหวา(Tsinghua University) กล่าวว่า “รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการที่เป็นรูปธรรมแทบไม่มีเลย” และเสริมว่า “มันใกล้เคียงกับคำเตือนมากกว่า” ซึ่งสะท้อนว่าในตอนนี้สหรัฐฯ เลือกยกระดับแรงกดดันต่อจีน แต่ยังเปิดกว้างเรื่องเป้าหมายและขอบเขตการคว่ำบาตรที่แท้จริง
ไรอัน ฮาส(Ryan Hass) ผู้อำนวยการศูนย์จีน สถาบันบรูกกิงส์(Brookings Institution) มองว่าจีนน่าจะตีความการแถลงครั้งนี้ว่าเป็นมาตรการเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ เขายกคำตอบของรัฐมนตรีเบสเซนต์ที่ว่า “ทำไมผมถึงอยากจะทำให้ระบบการเงินโลกพังไปด้วยล่ะ” มาอธิบายว่าเป็นสัญญาณที่ปักกิ่งอาจตีความได้ว่าสหรัฐฯ จะไม่พุ่งเป้าโจมตีสถาบันการเงินหลักของจีนโดยตรง
ด้านปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการของจีนยังมีจำกัด กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุเพียงว่าจะจับตาความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและดำเนินมาตรการที่จำเป็น แต่ยังไม่ได้เปิดเผยแนวทางรับมือที่เป็นรูปธรรม
แม้แรงกดดันของสหรัฐฯ จะพุ่งเป้าไปที่จีน แต่ทั้งสองประเทศต่างมีโจทย์ที่ต้องบริหารจัดการ ทั้งการรักษาข้อตกลงสงบศึกทางการค้าและความสัมพันธ์ทางการทูตระดับผู้นำ สหรัฐฯ ต้องการโดดเดี่ยวอิหร่าน ขณะที่จีนต้องปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทและสถาบันการเงินในประเทศ พร้อมกับควบคุมไม่ให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เสื่อมทรามลง
สำหรับนักลงทุนและภาคธุรกิจในเอเชีย ประเด็นนี้เกี่ยวโยงกับการซื้อขายพลังงาน เครือข่ายการชำระเงินด้วยดอลลาร์ และภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถาบันการเงินทั่วโลก หากการคว่ำบาตรธนาคารจีนเกิดขึ้นจริง อาจไม่ได้กระทบเฉพาะการซื้อขายน้ำมันเท่านั้น แต่การตรวจสอบธุรกรรมของบริษัทที่ใช้เครือข่ายการชำระเงินระหว่างประเทศก็อาจเข้มงวดขึ้นด้วย
ในส่วนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ยังไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์นี้อย่างชัดเจนในขณะนี้
การขยายสถาบันที่ดำเนินการหยวนดิจิทัลในภาคธนาคารจีน ถือเป็นภูมิหลังของการหารือเรื่องเครือข่ายการชำระเงินด้วยเงินหยวน ทั้งนี้ เป้าหมายการคว่ำบาตรที่ชัดเจนและกำหนดเวลาบังคับใช้ยังไม่ได้รับการเปิดเผยในกรณีนี้
ความคิดเห็น 0