ธนาคารพาณิชย์ในเซอร์เบียมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงราว 20% และอัตราส่วนสภาพคล่องระยะสั้น (LCR) ราว 160% ขณะที่ระบบธนาคารของประเทศเพิ่งเริ่มเชื่อมต่อกับเครือข่ายการชำระเงินยูโรเดียวของยุโรปหรือ SEPA เป็นครั้งแรก ทำให้ทั้งความมั่นคงของธนาคารและโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาไปพร้อมกัน
จอร์กอวานกา ทาบาโควิช (Jorgovanka Tabaković) ผู้ว่าการธนาคารกลางเซอร์เบีย (NBS) กล่าวในสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมธนาคารเซอร์เบีย ที่กรุงเบลเกรด เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ว่าระบบธนาคารของประเทศยังอยู่ในระดับ 'แข็งแกร่ง' ทั้งด้านเงินกองทุน ความสามารถในการทำกำไร และสภาพคล่อง โดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) นำสุนทรพจน์ดังกล่าวมาเผยแพร่อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน
ทาบาโควิชอ้างอิงผลการประเมินของคณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงของเซอร์เบียประกอบด้วยฐานะต่างประเทศที่มั่นคง หนี้สาธารณะในระดับที่บริหารจัดการได้ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และระบบธนาคารที่มีเงินกองทุนเพียงพอ พร้อมระบุว่าการประเมินความมั่นคงของธนาคารไม่ควรดูแค่ตัวเลขในงบดุลเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเสถียรภาพด้านราคา อัตราแลกเปลี่ยน ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ฐานะการคลัง และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ประกอบกันด้วย
ตัวเลขสำคัญของภาคธนาคารที่นำเสนอในสุนทรพจน์ครั้งนี้ ได้แก่ อัตราส่วนเงินกองทุนราว 20% อัตราส่วน LCR ราว 160% และอัตราส่วนแหล่งเงินทุนที่มั่นคงสุทธิ (NSFR) ที่ 164% โดย LCR อยู่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎเกณฑ์ที่ 100% ส่วน NSFR ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรป (EU) ที่ 127% เช่นกัน ทั้งสองตัวชี้วัดนี้เป็นเกณฑ์มาตรฐานภายใต้กรอบกำกับดูแลเงินกองทุนและสภาพคล่องบาเซิล 3 ที่ใช้วัดความสามารถในการรองรับผลขาดทุนและความมั่นคงของแหล่งเงินทุนของธนาคาร
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค ทาบาโควิชระบุว่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของเซอร์เบียเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 2.99 หมื่นล้านยูโร ซึ่งเพียงพอรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้นาน 7 เดือน อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ NBS ขณะที่คาดการณ์อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงไว้ที่ 3.0% ในปี 2026 และ 4.5% ในปี 2027
กระแสเงินฝากถูกยกมาเป็นอีกหลักฐานที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคาร โดยเงินฝากสกุลดีนาร์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.25 แสนล้านดีนาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10% นับจากต้นปี ส่วนเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ 1.69 หมื่นล้านยูโร เพิ่มขึ้น 4.5% ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 1% ส่วนสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ นับตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงสิ้นเดือนเมษายน มีการอนุมัติแล้วราว 6,700 ราย รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านยูโร
ส่วนสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับกลุ่มรายได้น้อย นับถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมมีการอนุมัติแล้วมากกว่า 395,000 ราย รวมมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านดีนาร์ โดยประมาณสามในสี่ของยอดดังกล่าวเป็นสินเชื่อรีไฟแนนซ์สกุลดีนาร์ ทาบาโควิชระบุว่าสินเชื่อกลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน การเข้าร่วมระบบ SEPA ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยธนาคารกลางเซอร์เบียและธนาคารพาณิชย์ 18 จาก 19 แห่ง เริ่มให้บริการโอนเงินเครดิตผ่านระบบ SEPA ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม และจากเอกสารชี้แจงของ NBS ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ระบุว่านับตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มใช้งาน ธุรกรรมโอนเงินสกุลยูโรข้ามพรมแดนกับประเทศสมาชิก SEPA ส่วนใหญ่ถูกโอนย้ายมาใช้ช่องทางนี้แล้ว
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ประเมินว่าการเข้าร่วม SEPA ของเซอร์เบียจะช่วยให้ธุรกรรมสกุลยูโรของทั้งประชาชนและภาคธุรกิจรวดเร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง โดยระบุว่าอาจช่วยประหยัดต้นทุนได้สูงสุดถึง 400 ล้านยูโร ขณะที่สมาคมธนาคารเซอร์เบียระบุว่าระบบ SEPA ช่วยลดขั้นตอนของธุรกรรมสกุลยูโรให้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นการประกาศที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมคริปโตหรือบล็อกเชน แต่ควรมองในฐานะตัวชี้วัดความมั่นคงของระบบธนาคารเซอร์เบีย กรณีศึกษาการเข้าร่วมเครือข่ายการชำระเงินของยุโรป และการยกระดับความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศนอกกลุ่ม EU ส่วนต้นทุนที่ประหยัดได้จริงและอัตราการใช้งาน SEPA จะต้องรอข้อมูลรายเดือนสะสมเพิ่มเติมก่อนจึงจะประเมินได้ชัดเจน
ความคิดเห็น 0