บิตคอยน์(BTC) กลับขึ้นมาเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์อีกครั้ง แต่ทิศทางขาขึ้นจะไปต่อได้หรือไม่ยังต้องรอดูแรงซื้อในตลาดจริงและกระแสเงินทุนของกองทุน ETF ยืนยัน
โคลอี้ (Chloe) นักวิเคราะห์จากเอชทีเอ็กซ์ รีเสิร์ช (HTX Research) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ HTX DeepThink ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 (เวลาท้องถิ่น) ว่า “ตลาดในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะกระทิงทิศทางเดียว แต่กำลังเคลื่อนจากโครงสร้างตลาดหมีไปสู่ขั้นตอนยืนยันแนวโน้มหลัก” คำกล่าวนี้สะท้อนว่านักวิเคราะห์มองสถานการณ์ปัจจุบันด้วยความระมัดระวัง ไม่รีบสรุปว่าตลาดกลับเข้าสู่ขาขึ้นเต็มตัวแล้ว เขายังระบุด้วยว่าตัวเลขการจ้างงานกลายเป็นตัวแปรสำคัญกว่าเงินเฟ้อในช่วงนี้ และความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) กำลังส่งผลต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง
จุดโฟกัสของบทวิเคราะห์ไม่ได้อยู่ที่ราคาบิตคอยน์(BTC) เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ 'คุณภาพ' ของการทะลุแนวต้าน โดย HTX มองว่าบิตคอยน์(BTC) กำลังเข้าสู่โซนอุปทานหนาแน่นที่ระดับ 81,000-86,000 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าต้องแยกให้ออกว่าการเคลื่อนไหวเหนือโซนนี้เป็นการดีดตัวระยะสั้นจากการปิดสถานะขาย (short squeeze) หรือเป็นแนวโน้มที่มาจากแรงซื้อในตลาดจริง
HTX ระบุว่าในช่วงที่ราคาปรับขึ้นจาก 60,000 ดอลลาร์ไปแตะ 80,000 ดอลลาร์ที่ผ่านมา เกิดการปิดสถานะขาย (short liquidation) รวมมูลค่าราว 3,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นยอดสัญญาคงค้าง (open interest) ลดลงประมาณ 11% ขณะที่อัตราฟันดิ้ง (funding rate) ยังทรงตัวในระดับกลาง สะท้อนว่าสถานะเลเวอเรจไม่ได้สะสมมากเกินไป แต่แรงส่งจาก short squeeze ก็ถูกใช้ไปมากแล้วเช่นกัน
short squeeze คือปรากฏการณ์ที่ผู้เปิดสถานะขาย (short) เพื่อเดิมพันว่าราคาจะลง ประสบผลขาดทุนเมื่อราคากลับปรับขึ้น จึงต้องรีบซื้อคืนเพื่อปิดสถานะ ซึ่งยิ่งเร่งให้ราคาพุ่งขึ้นแรง แต่หากไม่มีแรงซื้อจากตลาดจริงตามมา แนวโน้มขาขึ้นลักษณะนี้มักอยู่ได้ไม่นาน
กระแสเงินทุนของกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตในสหรัฐฯ ก็ถูกหยิบยกมาพูดถึงในทิศทางเดียวกัน โดย HTX ระบุว่าในช่วง 3 วันทำการแรกของเดือนกันยายน กองทุน ETF บิตคอยน์(BTC) สปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิราว 46 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตรงข้ามกับช่วงที่ราคาทะลุแนวต้านในเดือนสิงหาคม ที่มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง 8 วันทำการติดต่อกัน รวมมูลค่ากว่า 2,800 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขกระแสเงินทุน ETF ที่ HTX นำมาอ้างอิงถูกใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนมุมมองว่าแรงซื้อระยะสั้นในตลาดยังไม่ปรากฏชัดเจน อย่างไรก็ตาม การประเมินกระแสเงินทุนช่วงต้นเดือนกันยายนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาที่ใช้อ้างอิงในการเก็บข้อมูล
กระแสเงินเข้า-ออกของกองทุน ETF ถูกใช้เป็นดัชนีวัดแรงซื้อสปอตที่ไหลผ่านช่องทางสถาบันและบริษัทจัดการสินทรัพย์ ต่างจากช่วงที่การปิดสถานะซื้อขายล่วงหน้า (futures liquidation) เป็นตัวผลักดันราคา กระแสเงินไหลเข้าสุทธิของ ETF สปอตถูกตีความว่าเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีฐานแรงซื้อจริงเข้ามาหนุนหรือไม่ ทั้งนี้ การประเมินแนวโน้มช่วงต้นเดือนกันยายนอาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาที่ใช้อ้างอิงข้อมูลเช่นกัน
HTX เสนอสถานการณ์พื้นฐาน (base scenario) ว่าบิตคอยน์(BTC) มีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนสูงในกรอบ 78,000-86,000 ดอลลาร์ โดยบทวิเคราะห์ระบุว่าหากบิตคอยน์(BTC) ยืนเหนือระดับประมาณ 83,300 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงในกรอบรายวัน พร้อมกับมีเงินไหลเข้าสุทธิของ ETF และปริมาณการซื้อขายสปอตเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน ก็อาจเริ่มพูดถึงกรอบราคา 90,000-100,000 ดอลลาร์ได้
สถานการณ์ในแง่บวก (optimistic scenario) ตามที่ HTX ระบุ คือกรณีที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ออกมาต่ำกว่าคาด ตัวเลขการจ้างงานอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลง ซึ่ง HTX วิเคราะห์ว่าในกรณีนี้ตลาดอาจเคลื่อนจากความคาดหวังเรื่องการคงอัตราดอกเบี้ยไปสู่การเทรดที่มองไปข้างหน้าเรื่องการลดดอกเบี้ยรอบถัดไป ในทางกลับกัน หาก CPI กลับมาปรับขึ้นจากปัจจัยราคาน้ำมัน ภาษีนำเข้า และราคาภาคบริการ โซน 81,000-86,000 ดอลลาร์ก็อาจกลายเป็นจุดสูงสุดระยะสั้นได้เช่นกัน
สำหรับแนวรับด้านล่าง HTX ระบุระดับ 78,000 ดอลลาร์ 75,000-76,000 ดอลลาร์ และ 71,800-72,000 ดอลลาร์ โดยระบุว่าหากแนวรับ 75,000 ดอลลาร์หลุดลงไป โซน 71,800-72,000 ดอลลาร์จะเป็นแนวรับสำคัญของโครงสร้างการทะลุแนวต้านรอบนี้ และหากหลุดแนวรับดังกล่าว เหรียญอย่างอีเธอเรียม(ETH) โซลานา(SOL) และอัลท์คอยน์ขนาดกลาง-เล็กอาจปรับตัวลงแรงกว่าบิตคอยน์(BTC)
บทวิเคราะห์นี้เน้นย้ำว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่การชี้นำการซื้อหรือขาย แต่เป็นการช่วยจำกัดขอบเขตของตัวชี้วัดที่ต้องติดตามยืนยัน โดย HTX ระบุว่าในช่วง 2 เดือนข้างหน้าต้องจับตาราคา ปริมาณการซื้อขายสปอต กระแสเงินทุน ETF ยอดสัญญาคงค้าง อัตราฟันดิ้ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ไปพร้อมกัน
เนื่องจากบิตคอยน์(BTC) ซื้อขายโดยอ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาที่แปลงเป็นสกุลเงินบาทจึงได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์ด้วยเช่นกัน กระแสเงินทุน ETF และดัชนีเลเวอเรจก็เป็นอีกปัจจัยที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันเมื่อตีความความเคลื่อนไหวของราคาที่อ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์
HTX ระบุสัญญาณยืนยันขาขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดว่า คือกรณีที่บิตคอยน์(BTC) ทะลุระดับ 86,000 ดอลลาร์ พร้อมปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น และมีเงินไหลเข้าสุทธิของ ETF ต่อเนื่อง โดยที่ยอดสัญญาคงค้างและอัตราฟันดิ้งไม่ร้อนแรงจนเกินไป ในทางตรงข้าม หากบิตคอยน์(BTC) ปรับขึ้นในกรอบ 83,000-86,000 ดอลลาร์ แต่ปริมาณการซื้อขายและเงินไหลเข้า ETF ลดลง ขณะที่สถานะเลเวอเรจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจสะท้อนว่าราคาที่ปรับขึ้นกับแรงซื้อจริงในตลาดกำลังเคลื่อนไหวสวนทางกัน
ความคิดเห็น 0