การแข่งขันลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนโครงสร้างความเสี่ยงของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) ประเมินว่าปีนี้บริษัทสหรัฐฯ จะใช้งบลงทุนด้าน AI (Capex) รวมราว 8 แสนล้านดอลลาร์
ดอยซ์แบงก์ระบุในรายงานประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 3 (เวลาท้องถิ่น) ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่และการแปลงสินทรัพย์เป็น 'โทเคน' (Asset Tokenization) กำลังขยายช่องทางให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสหรัฐฯ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนว่าหากแกนกลางของการระดมทุนเปลี่ยนจากเงินทุนระยะยาวภาครัฐ ไปเป็นเงินทุนภาคเอกชนที่หวังผลตอบแทนจากเทคโนโลยี ค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนไหวต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นมากขึ้น
ข้อมูลระบุว่าวงเงินระดมทุนของอุตสาหกรรมเงินร่วมลงทุน (VC) สาย AI ปีนี้ทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินทุนหุ้นต่างชาติที่ไหลเข้าสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ก็สูงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์เช่นกัน ซึ่งแซงหน้าเงินทุนที่ไหลเข้าผ่านตลาดพันธบัตรซึ่งเคยเป็นแกนหลักของการระดมทุนบัญชีทุนสหรัฐฯ มาก่อน
รายงานอธิบายว่าสหรัฐฯ กำลังใช้ทั้งตลาดเอกชน ตลาดหุ้นกู้ และตลาดหุ้นสาธารณะ ผสมผสานกันเพื่อระดมทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล(GOOGL) เมตา(META) อเมซอน(AMZN) และออราเคิล(ORCL) ออกหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ปีนี้ในปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายปีช่วงปี 2020-2024 ถึงราว 10 เท่า
เบื้องหลังกระแสนี้คือปัญหาการขาดดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ โดยการขาดดุลการคลังสูงกว่า 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลใกล้ 4% ของ GDP นักวิเคราะห์มองว่ายิ่งความต้องการลงทุน AI เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เงินออมภายในประเทศเพียงอย่างเดียวก็ยิ่งไม่เพียงพอ และต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้นตามไปด้วย
การแข่งขันด้านทุน AI ยังเชื่อมโยงกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสินเชื่อในตลาดการเงินดั้งเดิม ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า แบล็กร็อก(BlackRock) ประเมินว่าการแข่งขันด้านทุนระหว่างภาครัฐกับบริษัท AI อาจกดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของประเทศพัฒนาแล้วปรับตัวสูงขึ้น
ประเด็นที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลควรจับตาคือเรื่อง 'การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน' (Tokenization) ซึ่งเป็นวิธีการแสดงสิทธิ์ในสินทรัพย์จริงและสินทรัพย์การเงิน เช่น หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน กระบวนการนี้ช่วยเปลี่ยนสินทรัพย์การเงินแบบเดิมให้อยู่ในรูปดิจิทัล เพิ่มความสะดวกด้านการชำระเงิน การใช้เป็นหลักประกัน และการเข้าถึงการซื้อขาย
ดอยซ์แบงก์มองว่าเทคโนโลยีโทเคนไนซ์เป็นฐานที่ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงสินทรัพย์สหรัฐฯ ปัจจุบัน DTCC ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการรับฝากและชำระราคาหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ดูแลสินทรัพย์รวมราว 115 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่งทำการทดสอบโทเคนไนซ์ครั้งแรกเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ด้านกฎระเบียบก็มีความคืบหน้าเช่นกัน โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ส่งจดหมายไม่ดำเนินการ (No-Action Letter) ถึง DTCC เมื่อเดือนธันวาคม 2025 พร้อมระบุแนวทางว่าหลักทรัพย์ชนิดเดียวกันสามารถซื้อขายคู่ขนานได้ทั้งในระบบดั้งเดิมและบนบล็อกเชน
ฝั่งตลาดหลักทรัพย์ก็ขยับตามเช่นกัน โดยตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) กำลังร่วมมือกับ Securitize พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ ขณะที่แนสแด็ก (Nasdaq) เปิดตัวโครงสร้างการออกแบบ 'โทเคนหุ้น' และตั้งเป้าให้ระบบโทเคนไนซ์เต็มรูปแบบพร้อมใช้งานภายในปี 2027
กรณีของเกาหลีใต้ก็ถูกหยิบยกในรายงานฉบับนี้เช่นกัน แม้เกาหลีใต้จะมีสัดส่วน GDP ตามราคาตลาดโลกเพียงราว 2% แต่กลับเป็นสัดส่วนราว 10% ของเงินทุนต่างชาติ 7.4 แสนล้านดอลลาร์ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อปีก่อน ปัจจัยหนึ่งที่ถูกอ้างถึงคือการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น เช่น การซื้อขายหุ้นต่างประเทศแบบเศษหุ้น (Fractional Trading) ซึ่งช่วยขยายความต้องการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ
สำหรับนักลงทุนในประเทศ ประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่ม AI ขนาดใหญ่ และการเข้าถึงสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่ขยายตัวขึ้น ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า หากนักลงทุนเกาหลีถือกองทุน ETF อ้างอิงดัชนีหลักของสหรัฐฯ ควบคู่กับ ETF กลุ่มแนสแด็กหรือเซมิคอนดักเตอร์ ก็อาจเกิดความเสี่ยงที่ทับซ้อนกันในหุ้นกลุ่ม AI ขนาดใหญ่
ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์โลกจริงที่ผ่านการโทเคนไนซ์แล้ว (Tokenized Real-World Assets) อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ รายงานระบุว่าการโทเคนไนซ์ช่วยเพิ่มสภาพคล่องของหลักประกันและประสิทธิภาพการใช้เงินทุนได้ก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ลดแรงเสียดทานทั้งขาเข้าและขาออกของเงินทุนไปพร้อมกัน
ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลง 'บุคลิก' ของเงินดอลลาร์ ยิ่งการระดมทุนของสหรัฐฯ พึ่งพาเงินทุนภาคเอกชนที่หวังผลตอบแทนจากเทคโนโลยีมากขึ้นเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างดอลลาร์กับตลาดหุ้นก็ยิ่งสูงขึ้น ขณะที่บทบาทดั้งเดิมของดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอาจอ่อนแรงลง
ดอยซ์แบงก์ระบุว่ากระแสรายได้จาก AI อาจช่วยพัฒนาดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ให้ดีขึ้นราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าบริษัท AI ของสหรัฐฯ จะต้องรักษาความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและอำนาจในการกำหนดราคาไว้ได้ พร้อมทั้งสามารถสร้างรายได้จากผู้ใช้งานในต่างประเทศต่อไป
ความคิดเห็น 0