ชาวคิวบาจำนวนมากกำลังเผชิญความเครียดทางจิตใจอย่างหนัก จากปัญหาไฟฟ้าดับยาวนาน ขาดแคลนน้ำประปา เชื้อเพลิง และอาหาร ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากสหรัฐฯ ที่ซ้อนทับกับวิกฤตเศรษฐกิจเรื้อรังของประเทศ จนความยากลำบากในชีวิตประจำวันเริ่มลุกลามกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต
ประชากรคิวบาราว 10 ล้านคน ต้องอดทนกับคืนที่ร้อนอบอ้าว ขาดแคลนน้ำดื่ม ไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน ปัญหาขาดแคลนอาหาร และสภาพที่อยู่อาศัยที่ย่ำแย่ สำนักข่าวเอพี(AP) รายงาน
โยเมย์ดิส เฟลิโก รีเบรอน(Yomeidis Felicó Riverón) แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในคิวบา เล่าว่าผู้ป่วยที่ไม่มีที่ระบายความทุกข์มักมาร้องไห้ที่โรงพยาบาล พร้อมระบุว่า “เราต้องทำหน้าที่เป็นนักจิตวิทยาไปด้วย” เธอกล่าวเสริมว่า “แต่ก่อนผู้คนยังมีความหวัง แต่ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปคือความหวังนั่นเอง” คำพูดนี้สะท้อนว่าสถานพยาบาลกลายเป็นที่พึ่งพิงทางใจของชาวบ้านที่แบกรับทั้งความทุกข์ยากในชีวิตและความวิตกกังวล ไม่ใช่แค่การรักษาโรคทางกายเท่านั้น
ผู้ปกครองหลายคนพยายามปิดบังปัญหาปากท้องและอาหารการกินจากลูก ๆ ไดแอน ทามาโย(Dianne Tamayo) ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าว่า เมื่อความวิตกกังวลและความท้อแท้พุ่งสูง สามีของเธอจะบอกให้นั่งลง หายใจลึก ๆ แล้วเปิดเพลงฟัง ซึ่งเป็นแรงยึดเหนี่ยวที่ทำให้ครอบครัวประคับประคองกันได้ เธอกล่าวว่า “พวกเขากำลังทำลายพวกเรา แต่เราก็ยังคงยอมจำนน”
วิกฤตไฟฟ้าได้ลุกลามไปถึงปัญหาระบบประปาและสาธารณสุข ปัจจุบันไฟฟ้าดับทั่วประเทศเกิดถี่ขึ้น และบางพื้นที่มีเวลาไฟดับนานเกิน 24 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อไฟฟ้าถูกตัด ระบบสูบน้ำก็หยุดทำงานตามไปด้วย ทำให้การเข้าถึงน้ำดื่มยิ่งยากลำบาก
เอพีรายงานว่า ความไม่แน่นอนของระบบไฟฟ้าในคิวบาส่งผลกระทบต่อระบบประปาด้วยเช่นกัน ไฟฟ้าดับและขาดน้ำเป็นเวลานานยังเพิ่มภาระด้านการเก็บรักษาอาหารและสุขอนามัยในครัวเรือน
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำคิวบาออกคำเตือนว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำประปา “มีความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อย ๆ” พร้อมระบุว่าในบางย่านที่อยู่อาศัย การจ่ายน้ำผ่านหน่วยงานท้องถิ่นหรือระบบประปาสาธารณะถูกระงับเป็นเวลานาน
ต้นเดือนกันยายน สถานทูตสหรัฐฯ ยังออกคำเตือนเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยโรคระบบทางเดินอาหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและพลังงานที่เสื่อมโทรมลง โดยยกตัวอย่างเชื้อก่อโรค อาทิ อีโคไล(E. coli) โนโรไวรัส(Norovirus) และเชื้อชิเกลลา(Shigella)
ขณะเดียวกันยังมีการถกเถียงเรื่องความรับผิดชอบต่อวิกฤตนี้ระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบาอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศที่จำหน่ายหรือส่งน้ำมันให้คิวบา
บรูโน โรดริเกซ(Bruno Rodríguez) รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา อ้างว่าความเสียหายจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ระหว่างเดือนมีนาคม 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 สูงถึง 8,083 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านสื่อของรัฐบาลคิวบาอย่างกรานมา(Granma) รายงานว่า ความเสียหายดังกล่าวเพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่าวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานของคิวบาเกิดจากแรงกดดันด้านพลังงานของสหรัฐฯ เพียงปัจจัยเดียว เพราะมีการหยิบยกปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าที่เก่าทรุดโทรม ปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง และปัญหาเศรษฐกิจที่สะสมมายาวนาน จึงยากที่จะสรุปสาเหตุของวิกฤตนี้ไว้ที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง
ความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและน้ำประปา ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ชีวิตประจำวันของชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังกระทบโดยตรงต่อสภาพแวดล้อมด้านสาธารณสุขด้วย คำเตือนจากฝ่ายสหรัฐฯ และคำบอกเล่าของชาวคิวบาต่างสะท้อนว่า การขาดแคลนพลังงานกำลังส่งผลพร้อมกันทั้งต่อการเข้าถึงน้ำดื่ม ความเสี่ยงด้านโรคติดเชื้อ และภาระทางจิตใจ
ท่ามกลางความยากลำบากอย่างหนัก ชาวบ้านยังพยายามหาพลังใจจากครอบครัวและชุมชน ลาซาโร อัลฟอนโซ โอบิเอโด(Lázaro Alfonso Oviedo) วัย 90 ปี เล่าว่าเขาได้ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ ด้วยการร้องรำทำเพลงในกลุ่มผู้สูงอายุ
โอบิเอโดกล่าวว่า ความสามารถในการฟื้นตัวของชาวคิวบามาจากจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติที่สืบทอดมานานกว่า 60 ปี พร้อมย้ำว่า “เราจะไม่ยอมแพ้” ขณะที่ภาระจากไฟฟ้าดับและขาดแคลนน้ำที่ยืดเยื้อ ยังคงส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของชาวบ้านต่อไป
ความคิดเห็น 0