ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสะท้อนโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนอยู่ที่ประมาณ 60% ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากสงครามอิหร่าน มาตรการภาษีนำเข้า และการขาดแคลนชิปได้อย่างแท้จริง
Odaily รายงานเมื่อวันที่ 10 เวลา 12:41 น. (เวลาเกาหลีใต้) โดยอ้างอิงราคาตลาดที่สะท้อนในสัญญาล่วงหน้าว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนอยู่ที่ราว 60% เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายส่งสัญญาณว่าหากอัตราเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว อาจเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ปัจจัยฝั่งอุปทานถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลักของแรงกดดันด้านราคาในขณะนี้ สงครามอิหร่านอาจสร้างแรงกดดันต่อพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่มาตรการภาษีนำเข้าเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น นอกจากนี้การขาดแคลนชิปที่เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสความนิยมด้าน AI ก็ถูกระบุว่าเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันราคาสูงขึ้นเช่นกัน
การขึ้นดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจโดยรวม แต่ไม่สามารถขจัดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม มาตรการภาษี และการขาดแคลนอุปทานได้โดยตรง ขณะเดียวกันกระบวนการลดเงินเฟ้ออาจสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความซับซ้อน
สเตฟานี รอธ (Stephanie Roth) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Wolfe Research ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “ปัจจัยหลักที่ผลักดันเงินเฟ้อให้สูงกว่าแนวโน้มปกติ คือสงครามอิหร่าน มาตรการภาษี และการขาดแคลนชิป” พร้อมระบุว่า “แม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งหรือสองครั้ง ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยกับต้นเหตุของเงินเฟ้ออาจเคลื่อนไหวไปคนละทิศทาง
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนสูงกว่าโอกาสที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ ทั้งนี้ตัวเลขความน่าจะเป็นที่สะท้อนในราคาตลาดยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จนถึงวันประชุม โดยเฟดมีกำหนดตัดสินใจทิศทางนโยบายในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนนี้
ความคิดเห็น 0