หุ้นฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอนเตอร์ไพรส์ (Hewlett Packard Enterprise·HPE) ร่วงลง 6.25% ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ช่วงการซื้อขายปกติเมื่อวันที่ 10 กันยายน (เวลาท้องถิ่น) หลังหุ้นกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ AI ที่ปรับขึ้นต่อเนื่องสองวันก่อนหน้าเผชิญแรงเทขายทำกำไร ทำให้ HPE ปรับตัวลงตามไปด้วย
HPE ปิดตลาดวันดังกล่าวที่ 55.22 ดอลลาร์ ลดลง 3.69 ดอลลาร์จากวันก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ราว 1,061 ล้านดอลลาร์
24/7 Wall St. รายงานว่าหุ้น HPE, เดลล์ เทคโนโลยีส์(Dell Technologies·DELL) และซูเปอร์ไมโครคอมพิวเตอร์(Super Micro Computer·SMCI) ปรับฐานพร้อมกันหลังปรับขึ้นต่อเนื่องสองวัน โดยระบุว่าแรงกดดันหลักมาจากการทำกำไรในหุ้นกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ AI โดยรวม มากกว่าปัจจัยลบเฉพาะตัวของ HPE
ณ วันที่ 10 กันยายน ยังไม่มีรายงานผลประกอบการใหม่ การเปลี่ยนคาดการณ์ (guidance) การควบรวมกิจการ การยกเลิกสัญญาขนาดใหญ่ หรือการดำเนินคดี/มาตรการกำกับดูแลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ HPE ทำให้การปรับตัวลงครั้งนี้ใกล้เคียงกับการพักฐานระยะสั้นของกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มากกว่าประกาศใหม่จากบริษัทเอง
ก่อนหน้านี้ HPE ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของปีงบประมาณเมื่อวันที่ 2 กันยายน โดยมีรายได้ 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า
รายได้จากกลุ่มคลาวด์และ AI อยู่ที่ 9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้จากกลุ่มเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ 6.8 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ HPE ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของรายได้สำหรับปีงบประมาณ 2026 เป็น 34-37%
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุในการแถลงผลประกอบการว่ายังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนอุปทานชิ้นส่วน ทั้งหน่วยความจำ, NAND, โปรเซสเซอร์ และฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้าและอัตรากำไรแยกต่างหากจากผลประกอบการที่ดีขึ้น
เซิร์ฟเวอร์ AI คือกลุ่มอุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงที่ใช้สำหรับการฝึกฝนและการประมวลผลอนุมานของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ผลประกอบการของผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์จึงขึ้นอยู่กับทั้งความต้องการอุปกรณ์ การจัดหาชิ้นส่วน โครงสร้างผลิตภัณฑ์ และช่วงเวลาส่งมอบสินค้า
การที่หุ้นกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ AI ปรับขึ้นก่อนหน้านี้ถูกอธิบายว่าเป็นผลจากการที่ตลาดสะท้อนผลประกอบการและความคาดหวังด้านความต้องการเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว ก่อนเกิดแรงเทขายทำกำไรตามมา ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุการขายที่ชัดเจนจากนักลงทุนรายใดโดยเฉพาะ
มอร์แกน สแตนลีย์(Morgan Stanley) ปรับลดราคาเป้าหมายของ HPE จาก 69 ดอลลาร์ เป็น 67 ดอลลาร์ หลังการแถลงผลประกอบการ แต่ยังคงคำแนะนำการลงทุนที่ระดับ ‘น้ำหนักมากกว่าตลาด’ (Overweight) สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI ควบคู่ไปกับความกังวลเรื่องปัญหาขาดแคลนอุปทานและแรงกดดันด้านอัตรากำไร
การปรับตัวลงของ HPE ครั้งนี้จึงไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่บ่งชี้ผลประกอบการแย่ลง แต่เป็นกรณีที่ตลาดประเมินความคาดหวังที่สูงขึ้นหลังผลประกอบการดีขึ้น รวมถึงปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทานอีกครั้ง ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือผลกระทบของปัญหาขาดแคลนอุปทานต่อการส่งมอบสินค้าจริงและความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป
ก่อนหน้านี้ ทีมข่าวโตเคนโพสต์เคยรายงานถึงการที่หุ้นกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ AI ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นพร้อมกันหลังซูเปอร์ไมโครคอมพิวเตอร์เปิดเผยยอดคำสั่งซื้อคงค้าง ซึ่งการปรับตัวลงของ HPE ครั้งนี้ถือเป็นภาพต่อเนื่องของกลุ่มหุ้นเดียวกันที่เปลี่ยนจากช่วงขาขึ้นสู่ช่วงพักฐาน
ทั้งนี้ HPE, เดลล์ เทคโนโลยีส์(DELL) และซูเปอร์ไมโครคอมพิวเตอร์(SMCI) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นที่ตอบสนองต่อความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปในทิศทางเดียวกัน แต่แต่ละบริษัทมีโครงสร้างผลิตภัณฑ์และสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องแยกพิจารณาระหว่างการเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจโดยรวมกับปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละบริษัท
HPE ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้และอัตราการเติบโตรายปีในผลประกอบการล่าสุด แต่ก็ระบุปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนไปพร้อมกัน ตลาดจึงรอติดตามว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่การส่งมอบสินค้าจริงและอัตรากำไรที่ดีขึ้นได้หรือไม่ในระยะถัดไป
ความคิดเห็น 0