เมตา(META) กำลังเผชิญคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (class action) จากข้อกล่าวหาว่านำข้อมูลใบหน้าที่ปรากฏในภาพถ่ายบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ไปใช้ฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพัฒนาระบบจดจำใบหน้า ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การประมวลผล ‘ข้อมูลชีวมิติ’ ในระบบจดจำใบหน้าสำหรับแว่นตาอัจฉริยะที่ใช้ชื่อโค้ดว่า NameTag และในกระบวนการฝึกโมเดล AI แบบ generative ของบริษัท
โจทก์ 4 ราย ได้แก่ ฟรานซิสโก อัลวาเรซ(Francisco Alvarez) และ เจเรมี วอลล์(Jeremy Wall) พร้อมพวก ยื่นฟ้องเมตาต่อศาลรัฐบาลกลางเขตตอนเหนือของรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 กันยายน (เวลาท้องถิ่น) หมายเลขคดีคือ ‘1:2026cv10773’ โดยเอกสารศาลระบุว่ามีการยื่นฟ้องและแต่งตั้งทนายความฝ่ายโจทก์เรียบร้อยแล้ว
ทีมกฎหมายฝ่ายโจทก์จากสำนักงาน Wexler Boley & Elgersma กล่าวหาว่าเมตานำภาพจากเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมไปใช้ฝึกและทดสอบทั้ง NameTag และโมเดล AI แบบ generative อย่าง ‘Emu’ กับ ‘Muse Image’ พร้อมระบุว่ามีการดึงและจัดเก็บ ‘ตัวระบุชีวมิติ’ จากใบหน้าในภาพถ่ายเพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ด้วย
กลุ่มผู้ที่อาจเข้าข่ายคดีนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ใช้งานเมตาเท่านั้น แต่ยังอาจรวมถึงบุคคลที่ไม่ได้ใช้แพลตฟอร์ม แต่ใบหน้าปรากฏอยู่ในภาพที่ผู้อื่นโพสต์ด้วย ขอบเขตกลุ่มที่แท้จริงและการรับรองสถานะคดีแบบกลุ่มยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป
จัสติน เอ็น. โบลีย์(Justin N. Boley) หุ้นส่วนของ Wexler Boley & Elgersma กล่าวว่า “ผู้คนไม่ควรต้องกังวลว่าข้อมูลชีวมิติของตัวเองจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เพียงเพราะรูปถ่ายของพวกเขาปรากฏอยู่บนโซเชียลมีเดีย” คำกล่าวนี้สะท้อนจุดยืนของฝ่ายโจทก์ที่ไม่ได้โต้แย้งเรื่องการโพสต์ภาพในตัวเอง แต่มุ่งเป้าไปที่การเก็บ จัดเก็บ และใช้งานข้อมูลชีวมิติที่ถูกดึงออกมาจากใบหน้าในภาพเหล่านั้น
NameTag เป็นโค้ดสำหรับระบบจดจำใบหน้าที่ถูกพบในแอปพลิเคชัน Meta AI ซึ่งเชื่อมต่อกับแว่นตาอัจฉริยะเรย์แบนและออคลีย์ของเมตา นิตยสาร Wired รายงานผลวิเคราะห์โค้ดเมื่อเดือนมิถุนายนว่า ฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อแปลงใบหน้าที่กล้องบนแว่นตาบันทึกได้ให้กลายเป็นค่าลักษณะใบหน้า แล้วนำไปเทียบกับข้อมูลใบหน้าที่จัดเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ
ในช่วงที่มีรายงานดังกล่าว NameTag ยังไม่ได้เปิดใช้งานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป และหลังข่าวถูกเผยแพร่ โค้ดที่เกี่ยวข้องก็ถูกลบออกจากแอป แอนดี สโตน(Andy Stone) รองประธานฝ่ายสื่อสารของเมตา โต้แย้งผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าฟีเจอร์ดังกล่าวไม่มีอยู่จริง แต่ Wired ยืนยันรายงานอีกครั้งในภายหลังว่าโค้ดที่เกี่ยวข้องถูกเผยแพร่ไปยังแอป Meta AI จริง
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลชีวมิติของรัฐอิลลินอยส์ หรือ BIPA (Biometric Information Privacy Act) กำหนดให้ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรและขอความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเก็บตัวระบุชีวมิติหรือข้อมูลชีวมิติใดๆ หากพบว่ามีการละเมิดจริง กฎหมายกำหนดค่าเสียหายไว้ที่ 1,000 ดอลลาร์ต่อการละเมิดหนึ่งครั้งในกรณีประมาท และ 5,000 ดอลลาร์ต่อการละเมิดหนึ่งครั้งในกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ฝ่ายโจทก์ยืนยันว่าการนำโพสต์สาธารณะไปฝึก AI กับการดึงตัวระบุชีวมิติจากใบหน้าไปจัดเก็บ เป็นคนละประเด็นกัน ศาลจึงมีแนวโน้มต้องพิจารณาว่าค่าลักษณะใบหน้าถูกสร้างและจัดเก็บขึ้นจริงระหว่างกระบวนการฝึกโมเดลหรือไม่ เมตาครอบครองหรือควบคุมข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ และเมตาได้แจ้งพร้อมขอความยินยอมจากผู้ใช้งานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
เมตาเคยชี้แจงว่าสามารถนำโพสต์ ความคิดเห็น และภาพถ่ายสาธารณะบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมไปใช้ฝึกโมเดล AI ได้ พร้อมระบุว่าจะไม่นำข้อความส่วนตัวของผู้ใช้งานในยุโรปไปใช้ฝึกโมเดล และข้อมูลสาธารณะที่นำไปใช้นั้นมีเป้าหมายเพื่อเรียนรู้รูปแบบภาษาและวัฒนธรรม ไม่ใช่การสร้างฐานข้อมูลเพื่อระบุตัวบุคคล
เมตาเคยเผชิญคดี BIPA ที่เกี่ยวข้องกับฟีเจอร์จดจำใบหน้ามาก่อนแล้ว โดย Wired รายงานว่าเมตาเคยยอมความกรณีฟีเจอร์แท็กใบหน้าอัตโนมัติบนเฟซบุ๊กกับผู้ใช้งานในรัฐอิลลินอยส์ ด้วยวงเงิน 650 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 874,300 ล้านวอน) และในปี 2024 ยังยอมความกรณีข้อกล่าวหาเก็บข้อมูลชีวมิติในรัฐเท็กซัส ด้วยวงเงินราว 1,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.883 ล้านล้านวอน)
การยอมความในอดีตไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดความรับผิดทางกฎหมายของคดีนี้โดยตรง แต่ก็ยืนยันได้ว่าวิธีการประมวลผลข้อมูลใบหน้าเป็นประเด็นทางกฎหมายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเมตา
ความสนใจของแวดวงอุตสาหกรรมและกลุ่มภาคประชาสังคมอยู่ที่ว่าโค้ดและโมเดลที่เกี่ยวข้องถูกเผยแพร่ไปยังอุปกรณ์ของผู้ใช้งานจริงหรือไม่ มากกว่าประเด็นว่าฟีเจอร์จดจำใบหน้าเปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ คูเปอร์ ควินติน(Cooper Quintin) นักวิจัยจากมูลนิธิพรมแดนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Frontier Foundation - EFF) ให้สัมภาษณ์กับ Wired ว่าฟีเจอร์ดังกล่าวแม้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้บริโภคทั่วไป แต่สภาพที่พบมีลักษณะใกล้เคียงกับการทำงานจริงมาก
องค์กรภาคประชาสังคมกว่า 70 แห่ง เรียกร้องให้เมตายุติการพัฒนา NameTag ขณะที่ผู้ใช้งาน Reddit จำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์การลบโค้ด NameTag และตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ความเห็นเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายหรือจุดยืนอย่างเป็นทางการของเมตาแต่อย่างใด
ฝ่ายโจทก์เสนอให้กำหนดช่วงเวลาของกลุ่มผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2021 จนถึงปัจจุบัน คดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการกล่าวอ้างของฝ่ายโจทก์เท่านั้น เมตายังไม่ได้ยื่นคำให้การตอบโต้อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด
คดีนี้มีประเด็นแตกต่างจาก คดีฟ้องร้องเรื่องความปลอดภัยของเยาวชนที่เมตาเผชิญก่อนหน้านี้ แต่ก็เป็นอีกกรณีที่สะท้อนว่าการคุ้มครองผู้ใช้งานและวิธีจัดการข้อมูลส่วนบุคคลบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมกลายเป็นประเด็นที่ต้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอย่างต่อเนื่อง จากนี้ไปต้องจับตาว่าศาลจะรับรองสถานะคดีแบบกลุ่มหรือไม่ พร้อมพิจารณาว่ามีการเก็บและจัดเก็บข้อมูลใบหน้าจริงหรือไม่ รวมถึงการประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์ (on-device) จะถือเป็นการ ‘ครอบครอง’ ข้อมูลตามกฎหมาย BIPA หรือไม่
ความคิดเห็น 0