บิตคอยน์(BTC) หลุดจากสัญญาณ 'โกลเด้นครอส' บนกราฟรายวันแล้ว หลังโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปพุ่งขึ้นไปถึง 86.5% ทำให้ราคาบิตคอยน์ร่วงลงจากจุดสูงสุดระหว่างวันและคืนกำไรบางส่วนที่ทำได้ก่อนหน้านี้
Decrypt รายงานว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล(EMA) 50 วันของบิตคอยน์ เคยขึ้นไปอยู่เหนือเส้น EMA 200 วันในช่วงสั้น ๆ แต่เมื่อราคาร่วงลงมาที่ 77,438 ดอลลาร์ (ประมาณ 104.15 ล้านวอนเกาหลี) เส้น 50 วันก็ตกกลับลงไปอยู่ใต้เส้น 200 วันอีกครั้ง โดยวันนั้นบิตคอยน์ยังคงบวกอยู่ 1.19% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า แต่ถอยลงมาค่อนข้างมากจากจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 79,837 ดอลลาร์ (ประมาณ 107.38 ล้านวอนเกาหลี)
การที่สัญญาณ 'โกลเด้นครอส' ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป ทำให้นักลงทุนกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่าสัญญาณนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน
โกลเด้นครอสคือปรากฏการณ์ที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นอย่างเส้น 50 วัน ตัดขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาวอย่างเส้น 200 วัน เนื่องจากเป็นดัชนีที่คำนวณจากราคาย้อนหลัง เมื่อระยะห่างระหว่างสองเส้นแคบ สัญญาณจึงอาจ 'ติด-ดับ' ได้จากความเคลื่อนไหวของราคาเพียงแค่ในวันเดียว
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ(U.S. Bureau of Labor Statistics) เปิดเผยว่าดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ CPI พื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
หลังตัวเลขเงินเฟ้อประกาศออกมา ตลาดอัตราดอกเบี้ยก็ปรับมุมมองอย่างรวดเร็วว่า Fed มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน(bp) ในการประชุมครั้งถัดไป โดยความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยที่สะท้อนอยู่ในเครื่องมือ CME FedWatch พุ่งจากราว 69% ทันทีหลังประกาศตัวเลข ขึ้นไปแตะ 86.5% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ตัวเลขนี้เป็นเพียง 'ค่าคาดการณ์ของตลาด' ที่คำนวณจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งอาจแตกต่างจากมติที่แท้จริงของ Fed เนื่องจากการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริงยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณานโยบายอีกครั้งก่อนจะได้ข้อสรุป
เมื่อความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการจากสินทรัพย์เสี่ยงก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย Decrypt อธิบายว่าในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทั้งบิตคอยน์และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจเผชิญแรงกดดัน
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะเชื่อมโยงความเคลื่อนไหวของราคาครั้งนี้เข้ากับมุมมองเรื่องดอกเบี้ยแบบตรงไปตรงมา เนื่องจากทั้งโอกาสขึ้นดอกเบี้ยและปฏิกิริยาของตลาดยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย ประกอบกับดัชนีทางเทคนิคของบิตคอยน์เองก็ให้สัญญาณที่ต่างกันไปในแต่ละกรอบเวลา
ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์(RSI) บนกราฟรายวันอยู่ที่ 55.5 ซึ่งยังอยู่เหนือเส้นกลาง ส่วนดัชนีทิศทางเฉลี่ย(ADX) อยู่ที่ 45 โดย RSI ใช้วัดแรงซื้อ-แรงขาย ขณะที่ ADX ใช้วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้มโดยไม่สนทิศทาง
ในทางกลับกัน RSI บนกราฟ 4 ชั่วโมงร่วงลงมาอยู่ที่ 43.3 และ ADX อยู่เพียง 25.1 สะท้อนว่าแรงส่งขาขึ้นในกรอบเวลาสั้นกว่ากำลังอ่อนตัวลง
ทั้งนี้ เส้น EMA 50 คาบบนกราฟ 4 ชั่วโมงยังคงอยู่เหนือเส้น EMA 200 คาบ นั่นหมายความว่าโกลเด้นครอสในกรอบเวลานี้ยังไม่หลุด แม้จะเป็นกราฟบิตคอยน์เหรียญเดียวกัน แต่เมื่อใช้กรอบเวลาต่างกัน สัญญาณที่ได้ก็ต่างกันไปด้วย
ดัชนี Squeeze Momentum บ่งชี้ว่าความผันผวนกำลังขยายตัว โดยความผันผวนเพิ่มขึ้น 3.95% ซึ่งหมายความเพียงว่าการเคลื่อนไหวของราคามีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นสัญญาณยืนยันทิศทางขาขึ้นหรือขาลงในระยะสั้นแต่อย่างใด
โกลเด้นครอสเป็นเพียงภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นกับระยะยาว แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดทิศทางราคาล่วงหน้า ในช่วงที่เส้นทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก สัญญาณจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วทุกครั้งที่ราคาหรือมุมมองเรื่องดอกเบี้ยเปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับกรณีก่อนหน้านี้ที่การเปลี่ยนแปลงของการเดิมพันขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลต่อตลาด ความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ประกาศออกมา สัญญาณโกลเด้นครอสรายวันของบิตคอยน์ครั้งนี้ก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงอีกครั้งก่อนตลาดปิด นักลงทุนจึงควรติดตามราคาปิดครั้งถัดไปควบคู่ไปกับปฏิกิริยาของตลาดดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0