สหภาพยุโรป (EU) เสนอเก็บค่าธรรมเนียมคงที่จากบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจใน EU และมีรายได้สุทธิต่อปีตั้งแต่ 100 ล้านยูโรขึ้นไป เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับงบประมาณระยะยาวปี 2028–2034 โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าจะนำมาใช้หรือกำหนดรูปแบบอย่างไร
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) บรรจุมาตรการที่เรียกว่า Corporate Resource for Europe (CORE) ไว้ในข้อเสนองบประมาณระยะยาว แนวคิดนี้ครอบคลุมบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหรือขายสินค้าใน EU โดยยกเว้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คณะกรรมาธิการฯ ประเมินว่าจะสร้างรายได้เฉลี่ย 6.8 พันล้านยูโรต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการในข้อเสนอ
CORE มีขอบเขตต่างจากภาษีบริการดิจิทัล (DST) ซึ่งมีการหารือเรื่องจัดเก็บจากรายได้ของกิจกรรมดิจิทัลบางประเภท เช่น โฆษณาดิจิทัลและบริการตัวกลางออนไลน์ ส่วน CORE ไม่แบ่งแยกตามอุตสาหกรรม จึงไม่อาจจัด CORE เป็นนโยบายเดียวกับภาษีดิจิทัลที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้ค่าธรรมเนียมตามเกณฑ์รายได้ บริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ ก็อาจเข้าข่ายได้ ขึ้นอยู่กับรายได้ใน EU และเงื่อนไขการบังคับใช้ ขอบเขตจริงจะกำหนดตามกฎหมายฉบับสุดท้าย
ความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ เกิดขึ้นจากการหารือเรื่องภาษีดิจิทัลแยกต่างหาก ในเดือนมิถุนายน 2026 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเก็บภาษีศุลกากร 100% กับสินค้านำเข้าจากประเทศที่จัดเก็บภาษีบริการดิจิทัล AP รายงานว่าคำกล่าวดังกล่าวอาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปในประเด็นภาษีดิจิทัล โดยยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าคำขู่นี้มุ่งเป้าไปที่ CORE โดยตรง
ข้อเสนองบประมาณ EU ปี 2028–2034 ยังรวมรายได้จากระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอนและกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ภาษีสรรพสามิตยาสูบ และค่าธรรมเนียมขยะอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ เอกสารของรัฐสภายุโรปยังกล่าวถึงแนวคิดจัดเก็บภาษีธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะแหล่งรายได้ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นคนละมาตรการกับ CORE และไม่มีหลักฐานให้ถือว่าเป็นรายได้ประมาณการของ CORE หรือเป็นแผนภาษีที่ได้ข้อสรุปแล้ว
การนำ CORE มาใช้ต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกและผ่านกระบวนการออกกฎหมายต่อไป
ความคิดเห็น 0