หุ้นกลุ่มพลังงานสหรัฐฯ ปรับขึ้น 16.5% ในไตรมาส 3 ปี 2026 สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่เพิ่มขึ้น 2.0% โดยหุ้นโรงกลั่นน้ำมันปรับขึ้นมากกว่าหุ้นผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มตัวอย่าง
โรเบิร์ต ราพีเออร์ (Robert Rapier) ระบุในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่บน OilPrice.com เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมว่า กลุ่มพลังงานสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทน 16.5% ในไตรมาส 3 ส่วน S&P 500 ให้ผลตอบแทน 2.0% มาราธอน ปิโตรเลียม($MPC) เพิ่มขึ้น 55.1% ฟิลลิปส์ 66($PSX) เพิ่มขึ้น 51.8% และวาเลโร เอเนอร์จี($VLO) เพิ่มขึ้น 49.4% โดยเฉลี่ยแล้วทั้งสามบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 52% อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ไม่ได้ระบุว่าใช้วิธีคำนวณผลตอบแทนที่รวมเงินปันผลหรือไม่
โรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมันเบนซินและดีเซล ก่อนนำออกจำหน่าย ผลกำไรจึงขึ้นอยู่กับทั้งราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) อธิบายว่า ‘ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับน้ำมันดิบ’ หรือ crack spread เป็นตัวชี้วัดที่ใช้แทนอัตรากำไรจากการกลั่น
หากราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบ อัตรากำไรจากการกลั่นอาจขยายตัว ภาวะอุปทานเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยอธิบายความแข็งแกร่งของหุ้นโรงกลั่น แต่ไม่ได้ยืนยันเพียงลำพังว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นแต่ละบริษัทปรับขึ้น
ข้อมูลของ EIA ระบุว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นสหรัฐฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 95% ในไตรมาส 3 ส่วนสินค้าคงคลังกลุ่มน้ำมันกลั่นขั้นกลาง ณ วันที่ 25 กันยายน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุด 13% โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้รวมถึงน้ำมันดีเซลและน้ำมันทำความร้อน
EIA ระบุว่า การผลิตน้ำมันกลั่นทั่วโลกลดลงในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลั่นขั้นกลางทั่วโลกสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น อุปทานน้ำมันดิบและอุปทานเชื้อเพลิงที่ผ่านการกลั่นอาจเคลื่อนไหวต่างกันได้ หากกำลังการผลิตของโรงกลั่นหรืออุปทานในบางภูมิภาคมีไม่เพียงพอ ตลาดดีเซลก็อาจตึงตัวแม้มีน้ำมันดิบอยู่
หุ้นโรงกลั่นในกลุ่มตัวอย่างที่ราพีเออร์คัดเลือกมีผลตอบแทนแตกต่างกัน โดย CVR Energy เพิ่มขึ้นประมาณ 86% PBF Energy เกือบ 70% และ HF Sinclair เพิ่มขึ้น 55% ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มตัวอย่างที่ราพีเออร์เลือกมา
ในทางกลับกัน บริษัทน้ำมันแบบครบวงจร 5 แห่งมีผลตอบแทนเฉลี่ย 19.9% ส่วนกลุ่มบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซในตัวอย่างให้ผลตอบแทนประมาณ 13.1% สัญญาซื้อขายล่วงหน้าก๊าซธรรมชาติลดลง 7.6% ในไตรมาสดังกล่าว และหุ้นผู้ผลิตก๊าซบางรายก็ปรับลง ผลตอบแทนของแต่ละกลุ่มตัวอย่างควรแยกจากผลตอบแทนแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากันของทั้งอุตสาหกรรม
ราพีเออร์เตือนว่า หากอัตรากำไรจากการกลั่นอยู่ในระดับสูง อาจลดลงได้เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้น ความต้องการลดลง หรือโรงกลั่นที่หยุดดำเนินงานกลับมาเปิดอีกครั้ง ผลตอบแทนในไตรมาส 3 เป็นผลงานที่ผ่านมาแล้ว และไม่ได้บ่งชี้ทิศทางราคาหุ้นในอนาคต
ความคิดเห็น 0