อีเธอเรียม(ETH) กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่าง ‘การขยายตัวของเครือข่าย’ และ ‘แรงกดดันจากการขาย’ ที่สวนทางกัน โดยในขณะที่นักพัฒนากำลังเร่งเดินหน้าอัปเกรดเครือข่ายเพื่อลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความสามารถในการประมวลผล ข้อมูลล่าสุดกลับแสดงให้เห็นถึงการขายครั้งใหญ่จากกระเป๋าเงินของวาฬ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะสั้น
เมื่อวันที่ 24 อีเธอเรียมได้ดำเนินการฮาร์ดฟอร์ค BPO (Blob Parameter Only) ครั้งที่สองเป็นที่เรียบร้อย โดยมีการปรับเพิ่มขีดจำกัดของ ‘บลอบ(Blob)’ จาก 15 เป็น 21 และปรับเป้าหมายจาก 10 เป็น 14 บลอบแต่ละก้อนสามารถเก็บข้อมูลได้ 128 กิโลไบต์ ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณข้อมูลที่ประมวลผลต่อบล็อกได้เป็นราว 2.6 เมกะไบต์ การอัปเกรดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของเครือข่ายในการขยายผ่านเลเยอร์ 2 แทนการเพิ่มภาระให้เมนเชนโดยตรง
หลังจากที่มีการอัปเกรดฮาร์ดฟอร์ค BPO ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมบนอีเธอเรียมก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ความแออัดของเครือข่ายก็ลดน้อยลง นักพัฒนากำลังเตรียมเดินหน้าไปสู่การอัปเกรดครั้งถัดไปภายใต้ชื่อว่า ‘กลามสเตอร์ดัม (Glamsterdam)’ ซึ่งจะเพิ่มขีดจำกัดของก๊าซเป็น 200 ล้านยูนิต พร้อมทั้งนำระบบประมวลผลแบบขนานมาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลแบบหลายธุรกรรมในเวลาเดียวกัน
ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างอุปทานของอีเธอเรียมกำลังเข้าสู่ภาวะ 'ตึงตัว' จากอัตราการสเตกกิ้ง(การวางเหรียญไว้เพื่อช่วยตรวจสอบธุรกรรมและรับรางวัล) ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทลงทุนชื่อดังอย่าง ‘บิตไมน์’ (BitMine) ได้วางเงินสูงถึง 780,000 ETH คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 36,300 ล้านบาท และในเวลานี้ ยังมี ETH อีกกว่า 1.3 ล้านเหรียญที่กำลังรอสเตก ในขณะที่คิวถอนเหรียญของผู้ตรวจสอบเครือข่ายเหลือศูนย์ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าผู้ดำเนินการต่างมั่นใจในเสถียรภาพของเครือข่ายและไม่ต้องการถอนตัวออกจากระบบในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน
อย่างไรก็ตาม ด้านลบที่ไม่อาจมองข้ามคือแรงขายจาก ‘วาฬ’ หรือผู้ถือเหรียญรายใหญ่ ซึ่งในช่วง 3 วันที่ผ่านมาพบว่ากระเป๋าที่ถือครอง ETH ระหว่าง 1 ถึง 10 ล้านเหรียญ ได้เทขายรวมกว่า 300,000 ETH คิดเป็นมูลค่าประมาณ 970 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 14,000 ล้านบาท โดยวิเคราะห์กันว่าเป็นการขายเพื่อทำกำไร หลังราคาทะลุแนวต้านสำคัญในช่วงก่อนหน้า
แม้แรงขายดังกล่าวจะกดดันการฟื้นตัวของราคาในระยะสั้น แต่โดยรวมแล้ว กลุ่มผู้ถือระยะยาวและผู้ที่เพิ่งทำการสเตกยังกอดครองเหรียญไว้อย่างเงียบ ๆ ซึ่งอาจสื่อถึง ‘ความมั่นใจ’ ต่อทิศทางโดยรวมของเครือข่ายในอนาคต
*ความคิดเห็น*: การอัปเกรดเชิงเทคนิคอย่างต่อเนื่องของอีเธอเรียม ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่าย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่สูงขึ้นของผู้ใช้งาน หากแรงขายจากวาฬสงบลงเมื่อใด โครงสร้างอุปทานที่ลดลงจากการสเตก อาจกลายเป็น ‘ปัจจัยหนุน’ ที่ช่วยผลักดันราคาให้ขยับขึ้นอย่างมั่นคงในระยะกลางถึงยาว
ขณะนี้อีเธอเรียมกำลังอยู่บนเส้นพรมแดนระหว่าง ‘การเติบโตในระยะยาว’ กับ ‘อุปสรรคระยะสั้น’ โดยตลาดกำลังจับตาว่ากระแสฝั่งใดจะครองทิศทางหลักของ ETH ในไตรมาสถัดไป
ความคิดเห็น 0