Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

คอยน์เบส(Coinbase) ถอนหนุนกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ จุดชนวนศึกสเตเบิลคอยน์-ธนาคารดั้งเดิม

ร่างกฎหมาย ‘ความชัดเจนของสินทรัพย์ดิจิทัล’ ของสหรัฐฯ ที่เดิมมีกำหนดลงมติในวุฒิสภา กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อบริษัทคริปโตชั้นนำอย่างคอยน์เบส(Coinbase) ถอนการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกในวอชิงตันเกี่ยวกับอนาคตของสกุลเงินดิจิทัล และประเด็นเรื่อง ‘ใครควรได้ผลประโยชน์จากยุคการเงินใหม่’ ที่ถูกโยนขึ้นสู่เวทีการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

คอยน์เบสประกาศจุดยืน 'ถอนการสนับสนุน' ร่างกฎหมายหลังจาก ไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอของบริษัท ได้รับร่างฉบับยาวกว่า 270 หน้าภายในไม่ถึงสองวัน โดยระบุว่า “เนื้อหาย่ำแย่กว่ากฎหมายปัจจุบันเสียอีก” และ “เป็นหายนะต่อผู้บริโภค” ประเด็นที่สร้างความกังวลมีทั้งการห้ามแจกจ่ายรางวัลหรือดอกเบี้ยแก่ผู้ใช้งาน, การลดอำนาจของสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) ต่อโครงการโทเคนที่ผูกกับสินทรัพย์จริง, ไปจนถึงการจำกัดบทบาทของคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC)

แบรด การ์ลิงเฮาส์ ซีอีโอของริปเปิล(Ripple) แสดงความเห็นจากงานสัมมนาที่สวิตเซอร์แลนด์ว่า “เราแปลกใจที่คอยน์เบสออกมาแสดงความเห็นคัดค้านรุนแรงเช่นนี้ ขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาหาทางออกที่ยอมรับได้ร่วมกัน”

สาระสำคัญข้อหนึ่งที่จุดชนวนความขัดแย้งคือข้อกำหนดห้าม ‘จ่ายดอกเบี้ยจากสเตเบิลคอยน์’ ที่ฝั่งธนาคารมองว่าเป็นแนวป้องกันโมเดลหารายได้เดิม ทั้งนี้ มีการอ้างอิงจากวิดีโอและข้อมูลเครือข่ายสังคมว่าธนาคารพยายามกดดันให้สภาคองเกรสจำกัดกำไรของเหรียญเสถียรภาพซึ่งมีอัตราผลตอบแทนสูงถึง 4-5% ต่อปี ขณะธนาคารจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 0.01%

รายงานจากธนาคารกลางสาขาแคนซัสซิตี้เตือนว่า หากสเตเบิลคอยน์กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ อาจทำให้เงินฝากกว่า 25.9% หรือราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์หลุดออกจากระบบธนาคาร และกระทบความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารท้องถิ่น ขณะที่ผู้บริหารจากเจพีมอร์แกนและแบงก์ออฟอเมริกา ก็แสดงความกังวลอย่างชัดเจน โดยอธิบายว่าสเตเบิลคอยน์ที่ให้ดอกเบี้ยจะกลายเป็น ‘ความเสี่ยงระบบการเงิน’

อีกจุดที่กระตุ้นเสียงวิจารณ์ คือข้อกำหนดเกี่ยวกับ ‘การเฝ้าระวังธุรกรรมแบบเรียลไทม์’ รวมถึงการควบคุมกระเป๋าเงินที่ผู้ใช้ถือครองเอง (non-custodial wallets) ตลอดจนการแบ่งปันข้อมูลกับธนาคารกลางต่างชาติ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าเป็นการเปิดทางสู่การควบคุมมากเกินไป หรือที่บางคนเรียกว่า ‘ตาข่ายมหาสมุทรของการเงินดิจิทัล’ โดยเฉพาะในส่วนที่ขยายอำนาจให้กระทรวงการคลังในการแช่แข็งสินทรัพย์ดิจิทัลได้ตามอำเภอใจ

แม้สมาชิกวุฒิสภาอย่างทีม สก็อตต์, ซินเธีย ลูมิส และบิล แฮ็กเกอร์ตี้ ยืนยันว่า ‘อยู่ในระหว่างหารือ’ และไม่ใช่การยุติถาวร แต่นักลงทุนและชุมชนคริปโตกลับตอบสนองด้วยความกังวล หลายฝ่ายมองว่าร่างนี้ถูกผลักดันโดยอิทธิพลของภาคการเงินดั้งเดิม และเปรียบเป็น 'เวอร์ชันคริปโตของกฎหมายด็อด-แฟรงก์' ที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2008

แม้แต่บางความเห็นยังชี้ว่า หากสหรัฐฯ เลือกห้ามจ่ายดอกเบี้ยผ่านสเตเบิลคอยน์ ขณะที่จีนกำลังเดินหน้าทดสอบ ‘หยวนดิจิทัลแบบมีผลตอบแทน’ อาจนับเป็นความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เอง

ที่สุดแล้ว ความขัดแย้งนี้ได้ฉายภาพการแข่งขันเชิงโครงสร้างระหว่างโลกการเงินเก่าที่อยู่ภายใต้ระบบธนาคาร และโลกการเงินใหม่แบบออนเชนที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีคำถามที่แท้จริงว่า ‘ใครควรเป็นผู้เสนอบริการทางการเงินในยุคดิจิทัล’ หากยังไม่มีข้อสรุปที่ลงตัว รัฐบาลอาจคุมเข้มแพลตฟอร์มคริปโตอย่างหนักจนทำให้ระบบ DeFi และสเตเบิลคอยน์เติบโตได้ยาก หรือไม่ก็ถึงขั้นถอยกลับเข้าสู่ระบบธนาคารแบบดั้งเดิมอีกครั้ง

*ความคิดเห็น: บทสรุปของการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งนี้อาจกำหนดเส้นแบ่งระหว่างอำนาจเก่าและเศรษฐกิจดิจิทัลในรุ่นถัดไปอย่างแท้จริง*

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความหลัก

สเตลลาร์(XLM) โตแรง! ครอบคลุม DeFi-สินทรัพย์จริง-สเตเบิลคอยน์ ดันมูลค่าพุ่งหลายเท่าตัวในปี 2025

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1