ตลาด ‘คริปโตการ์ด’ ที่นำสเตเบิลคอยน์มาใช้ในการใช้จ่ายจริงกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน อาร์ทีมิส ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ยอดการใช้จ่ายด้วยบัตรประเภทนี้สูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 665,000 ล้านบาท ทำให้ช่องทางการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์เริ่มกลายเป็นตัวเลือกที่จับต้องได้สำหรับผู้บริโภคทั่วไป
รายงานของอาร์ทีมิสระบุว่า ยอดธุรกรรมของ ‘คริปโตการ์ด’ ในช่วงต้นปี 2023 อยู่ที่ระดับ 100 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน แต่ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 15 เท่ามาอยู่ที่ 1,500 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน จุดสำคัญคือ ความนิยมใน *สเตเบิลคอยน์* อย่าง เทเธอร์(USDT) และ USDคอยน์(USDC) ที่ถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายบัตรเครดิตอย่าง *วีซ่า(Visa)* และมาสเตอร์การ์ด(Mastercard) ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าด้วยบัตรที่หน้าตาเหมือนบัตรเครดิตทั่วไป แต่ภายในกลับดำเนินการผ่านบล็อกเชนแบบ ‘ออนเชน’ ที่โปร่งใสและปลอดภัย
*วีซ่า* กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดนี้ โดยครองส่วนแบ่งธุรกรรมออนเชนสูงถึง *90%* ด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันทั้งวีซ่าและมาสเตอร์การ์ดต่างสนับสนุนมากกว่า 130 โปรแกรมบัตรสเตเบิลคอยน์ทั่วโลก
แม้ผู้เล่นรายใหญ่จะครองตลาด แต่ผู้ประกอบการหน้าใหม่แบบ ‘ฟูลสแต็ก’ อย่าง *เรน(Rain)* และ *รีฟ(Reap)* ก็กำลังรุกตลาดอย่างรวดเร็ว โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานของตัวเองออกบัตรและให้บริการโดยไม่พึ่งพาธนาคารแบบดั้งเดิม จุดเด่นของพวกเขา คือ ความคล่องตัวและโอกาสสร้างรายได้สูงจากโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำลง *ความคิดเห็น*: อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมการชำระเงินในทศวรรษหน้า
ข้อมูลระยะยาวของอาร์ทีมิสระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2023 ถึงสิงหาคม 2025 ธุรกรรมผ่านบัตรสเตเบิลคอยน์มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง *106%* และคาดว่าจะมียอดสะสมรวมอยู่ที่ 1.06 แสนล้านดอลลาร์ โดย *การใช้จ่ายแบบ B2C* (ระหว่างบริษัทกับผู้บริโภค) คิดเป็นสัดส่วนสูงที่สุดที่ 96,300 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การโอนแบบ P2P อยู่ที่เพียง 5,300 ล้านดอลลาร์
ตลาดแต่ละภูมิภาคมีลักษณะเฉพาะชัดเจน *อินเดีย* มีการเชื่อมต่อคริปโตเข้ากับระบบชำระเงิน UPI สำหรับใช้เป็นเครดิตค้ำประกัน *อาร์เจนตินา* ใช้สเตเบิลคอยน์ป้องกันมูลค่าจากเงินเฟ้อ ขณะที่ใน *กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว* กลับกลายเป็นโซลูชันสำหรับการบริหารเงินของผู้มีสินทรัพย์สูง
ขณะเดียวกัน อุปทานรวมของสเตเบิลคอยน์ ณ เดือนธันวาคม 2025 อยู่ที่ราว 308,000 ล้านดอลลาร์ โดยยอดการใช้งานต่อเดือนทะยานจาก 1,900 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี 2023 ไปถึง *10,200 ล้านดอลลาร์* หรือราว *1.5 ล้านล้านบาท* ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก คือ ความไม่มีเสถียรภาพของสกุลเงินท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่ การยกระดับ UX/UI บนแพลตฟอร์ม และการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานจากสถาบันการเงิน
แม้ *คริปโตการ์ด* จะกลายเป็นสะพานเชื่อม ‘โลกจริง’ กับโลกของคริปโต แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น การเชื่อมต่อกับเครื่อง POS กฎเกณฑ์ที่ยังไม่ชัดเจน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังพัฒนาอยู่ ผู้เล่นใหญ่ในแวดวงฟินเทคอย่าง *เพย์พาล(PayPal)* และ *สไตรป์(Stripe)* ต่างก็เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์โดยตรง
*ความคิดเห็น*: แม้ไม่สามารถแทนที่บัตรเครดิตแบบดั้งเดิมได้ทั้งหมดในเร็ววัน แต่สเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็นเครื่องมือการใช้จ่ายที่ *ใช้ได้จริง* ซึ่งถือเป็นบทใหม่ของคริปโตในฐานะสื่อกลางของการบริโภค ไม่ใช่แค่การลงทุนอีกต่อไป
ความคิดเห็น 0