ไนเจล ฟาราจ(Nigel Farage) ถูกนำชื่อเสียงไปใช้ในกลโกงคริปโตแบบ ‘ปั๊มแล้วทิ้ง (Pump & Dump)’ โดยที่ตัวเขาเองไม่รู้เรื่อง ขณะที่วิดีโอที่เขาอัดให้แฟนคลับราคาแค่ 72 ปอนด์ กลับถูกนำไปต่อยอดจนสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนในตลาดคริปโต
ตามรายงานของ ‘เดอะ การ์เดียน’ เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) กลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้แพลตฟอร์มวิดีโอส่วนตัว ‘คาเมโอ(Cameo)’ เพื่อว่าจ้างให้ไนเจล ฟาราจ อัดวิดีโอส่วนตัว ในสคริปต์ที่ส่งให้มีการแทรกคำศัพท์คริปโตอย่าง ‘To the moon’, ‘HODL’ รวมถึงชื่อโทเคนบางตัวอย่างแนบเนียน ฟาราจจึงอ่านตามสคริปต์โดยไม่ได้ตรวจสอบเพิ่มเติม วิดีโอดังกล่าวถูกนำไปตัดต่อใหม่ให้ดูคล้าย ‘คอนเทนต์โปรโมตอย่างเป็นทางการ’ ก่อนจะถูกกระจายต่อบนแพลตฟอร์ม X และเทเลแกรม
โทเคนที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ ได้แก่ สต็องก์ส ไฟแนนซ์(Stonks Finance), NIG ไฟแนนซ์, ทรัมป์ มาเนีย(Trump Mania) และ ฟาราจคอยน์(Faragecoin) จุดร่วมเหมือนกันคือ ราคาพุ่งแรงในช่วงสั้นๆ ก่อนจะร่วงลงจนแทบเหลือศูนย์ทั้งหมด เป็นแพตเทิร์น ‘ปั๊มแล้วทิ้ง’ แบบคลาสสิก ลำดับเหตุการณ์คือ ปล่อยวิดีโอ → อ้างชื่อคนดังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ → ดึงเม่ารายย่อยเข้ามา → ราคาเหวี่ยงขึ้นแรง → กลุ่มวงในเทขาย → ราคาโหม่งโลก โดยเฉพาะสต็องก์ส ไฟแนนซ์ที่เพียงแค่วิดีโอเดียวก็เรียกกระแสเก็งกำไรในเวลาอันสั้น ก่อนจะพังลงอย่างรวดเร็ว
นักลงทุนที่เข้าตามกระแสถูกทิ้งไว้กับความเสียหายเต็มๆ โปรเจกต์เหล่านี้อยู่นอกกรอบกำกับดูแล ผู้ดำเนินโครงการใช้ตัวตนนิรนาม โอกาสจะตามเงินคืนหรือหาตัวผู้กระทำผิดแทบเป็นศูนย์ วิดีโอจากคาเมโอจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนฉลาก ‘สร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ’ ช่วยลด ‘เกราะป้องกัน’ ของนักลงทุนที่เห็นว่ามีคนดังปรากฏตัว
ไนเจล ฟาราจยืนยันว่าตัววิดีโอไม่ได้มีเจตนาเป็นคำแนะนำการลงทุน แต่ในตลาดจริง วิดีโอนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือโปรโมตอย่างชัดเจน ฟาราจเคยออกตัวสนับสนุนบิตคอยน์(BTC) ว่าเป็น ‘เครื่องมือการเงินแบบต้านอำนาจรวมศูนย์’ ทว่าโทเคนที่ถูกโยงกับวิดีโอนี้กลับเป็นโปรเจกต์โนเนมที่ไม่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์โดยตรง ‘คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เจตนา แต่คือวิธีการถูกนำไปใช้’ ในแพลตฟอร์มอย่างคาเมโอ เส้นแบ่งระหว่าง ‘วิดีโอข้อความส่วนตัว’ กับ ‘คอนเทนต์โฆษณาการเงิน’ จึงกลายเป็นพื้นที่สีเทาที่กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสใช้หาประโยชน์ ปัจจุบันฟาราจยังไม่ได้ออกแถลงอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม และวิดีโอที่เป็นปัญหายังคงออนไลน์อยู่
หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินอย่างสำนักงานกำกับการเงินอังกฤษ(FCA) และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) มีกรอบกฎหมายเข้มงวดสำหรับโฆษณาหรือการสื่อสารด้านการลงทุน แต่คอนเทนต์วิดีโอแบบส่วนตัวตามสั่งกลับแทบไม่อยู่ในเรดาร์กำกับดูแล ‘ความคิดเห็น’ หลายฝ่ายชี้ว่ากลโกงกำลังพัฒนาเร็วเกินกว่ากฎระเบียบจะตามทัน ผลลัพธ์ในกรณีนี้จึงค่อนข้างชัดเจน โทเคนพังทลาย สภาพคล่องหายไป นักลงทุนติดดอย
เหตุการณ์ไนเจล ฟาราจกับโทเคนอย่างสต็องก์ส ไฟแนนซ์ และฟาราจคอยน์ตอกย้ำว่า แค่มี ‘คนดังโผล่ในวิดีโอ’ ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลเพียงพอในการตัดสินใจลงทุน ในท้ายที่สุด ภาระการตรวจสอบยังตกอยู่ที่ตัวนักลงทุนเอง การระวัง ‘คริปโตโนเนม’ ที่โผล่มาพร้อมกับวิดีโอโปรโมตสั้นๆ และคำสัญญา ‘ไปดวงจันทร์’ จึงเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกที่ทุกคนควรมีในตลาดที่ช่องว่างกำกับดูแลยังเปิดกว้างอยู่แบบนี้
ความคิดเห็น 0