บิตคอยน์(BTC) พุ่งจากระดับประมาณ 65,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ขึ้นไปใกล้ระดับ 80,000 ดอลลาร์ แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าแรงหนุนหลักมาจากการ 'บังคับปิดสถานะขาย' ที่ใช้เลเวอเรจ มากกว่าแรงซื้อใหม่ที่ไหลเข้าตลาด
ชาร์ลส์ ชวอบ(Charles Schwab) ระบุในรายงานมุมมองตลาดรายสัปดาห์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม มีสถานะขายที่ใช้เลเวอเรจถูกบังคับปิดรวมกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในเอกสารฉบับเดียวกันยังระบุว่ายอดคงค้างสัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (perpetual futures) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่อัตราฟันดิ้ง (funding rate) กลับสู่ระดับเป็นกลาง
จุดเริ่มต้นของการปรับขึ้นครั้งนี้มาจากการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายวงเงินโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งว่าจะเพิ่มวงเงินซื้อคืน (buyback) พันธบัตรระยะยาวเพื่อพยุงสภาพคล่อง จากเดิมสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบการดำเนินงาน เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ
มาตรการนี้จะเริ่มมีผลวันที่ 9 กันยายน และดำเนินไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดไตรมาสการคืนเงินรอบนี้ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเป็นการพยุงสภาพคล่องตลาดพันธบัตรระยะยาว ไม่ใช่มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จึงยังตีความไม่ได้ทันทีว่าการปรับขึ้นของ BTC เป็นสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) กำลังเปลี่ยนไปสู่นโยบายผ่อนคลาย
รายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด เมื่อวันที่ 28-29 กรกฎาคม ก็ยังไม่ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลายเช่นกัน ที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% แต่กรรมการ 3 คนต้องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน (bp) พร้อมระบุว่าเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2%
ตัวชี้วัดในตลาดอนุพันธ์ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นการล้างสถานะเลเวอเรจ คอยน์เดสก์(CoinDesk) อ้างอิงข้อมูลจากกลาสโหนด(Glassnode) รายงานว่ายอดคงค้างสัญญา BTC ลดลงจาก 645,760 BTC เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม เหลือ 587,584 BTC ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบราว 5 เดือน
การที่ราคาในตลาดจริง (spot) ปรับขึ้นพร้อมกับยอดคงค้างสัญญาที่ลดลง สะท้อนว่าฝั่งที่เดิมพันขาลงเลือกปิดสถานะเอง หรือถูกบังคับปิดโดยศูนย์ซื้อขาย ความคิดเห็นในตลาดมองว่าการปรับขึ้นของราคาน่าจะถูกขยายด้วยแรงกดดันจากการปิดสถานะขายเดิม มากกว่าแรงเลเวอเรจใหม่ที่ไหลเข้า
ชาร์ลส์ ชวอบยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าเส้นราคาฟิวเจอร์ส BTC อยู่ในภาวะ 'แบ็กวอร์เดชัน' (backwardation) โดยอธิบายว่าภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 25% ของช่วงเวลาทั้งหมด นับตั้งแต่ตลาด CME เปิดซื้อขายฟิวเจอร์สบิตคอยน์
ภาวะแบ็กวอร์เดชันคือสถานการณ์ที่ราคาฟิวเจอร์สอายุสัญญาใกล้สูงกว่าฟิวเจอร์สอายุสัญญาไกล ซึ่งต่างจากภาวะ 'คอนแทงโก' (contango) ตามปกติ และอาจสะท้อนแรงซื้อในตลาดจริง การปิดสถานะ หรือความไม่สมดุลของตลาดในเวลาเดียวกัน
มุมมองในตลาดยังคงแบ่งเป็นสองฝ่าย จิม เฟอร์ราอิโอลี(Jim Ferraioli) นักวิเคราะห์จากชาร์ลส์ ชวอบ ระบุในรายงานรายสัปดาห์ว่า “ภาวะช็อตสควีซมักอยู่ได้ไม่นาน และการปรับขึ้นของราคาน่าจะสามารถดูดซับส่วนที่ปรับขึ้นเร็วเกินไปได้” ความเห็นนี้สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังต่อความยั่งยืนของแรงส่งขาขึ้นรอบนี้
ขณะที่ทีมวิเคราะห์ของบิตฟินเน็กซ์(Bitfinex) ให้ข้อมูลกับคอยน์เดสก์ว่า แรงขายในช่วงราคา 77,100-80,000 ดอลลาร์กำลังถูกดูดซับด้วยแรงซื้อจริงในตลาด (spot demand) เป็นมุมมองที่ต่างออกไป โดยเห็นว่ายังมีแรงซื้อจริงหลงเหลืออยู่ แยกจากประเด็นการล้างสถานะเลเวอเรจระยะสั้น
ความเห็นของชาร์ลส์ ชวอบครั้งนี้เชื่อมโยงกับทิศทางธุรกิจของบริษัทเองด้วย ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 เมษายน ชาร์ลส์ ชวอบประกาศแผนเปิดให้ลูกค้ารายย่อยซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีแบบสปอตได้โดยตรง ครอบคลุมทั้งบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH)
ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานว่าชาร์ลส์ ชวอบเปิดให้บริการซื้อขาย BTC และ ETH โดยตรงแล้วใน 48 รัฐทั่วสหรัฐฯ ทำให้ความเห็นล่าสุดเกี่ยวกับตลาดอนุพันธ์บิตคอยน์ครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจซื้อขายคริปโทสปอตของบริษัทด้วยเช่นกัน
ตัวเลขการบังคับปิดสถานะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาที่ใช้รวบรวมข้อมูล ตัวเลข 2,000 ล้านดอลลาร์ที่ชาร์ลส์ ชวอบระบุนับเฉพาะช่วงวันที่ 19-20 สิงหาคม ขณะที่รายงานข่าวในเวลาต่อมาขยายกรอบเวลาการรวบรวมข้อมูลออกไป และรายงานตัวเลขการปิดสถานะขายที่มากกว่านี้
ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ระบุว่าระหว่างวันราคา BTC ขึ้นไปแตะ 81,326.81 ดอลลาร์ ก่อนร่วงกลับลงมาอยู่ที่ 79,741.00 ดอลลาร์ แบร์รอนส์(Barron's) วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของราคาในวันดังกล่าวว่าเกิดจากทั้งแรงซื้อสินทรัพย์ทางเลือกหลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตร และแรงขายทำกำไรที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0