หุ้นไมโครซอฟท์(MSFT) ปิดตลาดวันที่ 28 (เวลาท้องถิ่น) ที่ 513.53 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.68% จากวันก่อนหน้า ถือเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดของปี 2026
มาร์เก็ตวอตช์ (MarketWatch) รายงานว่าการขึ้นครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นติดต่อกัน 6 วันทำการ ยาวนานที่สุดในรอบ 10 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 โดยปัจจัยที่หนุนราคาหุ้นครั้งนี้ไม่ใช่ความกังวลเรื่องเงินลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่เป็นตัวเลขรายได้จากธุรกิจคลาวด์และ AI สำหรับองค์กรที่ออกมาดี
จุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวมาจากผลประกอบการ ไมโครซอฟท์(MSFT) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2026 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม โดยมีรายได้รวม 90,000 ล้านดอลลาร์ กำไรจากการดำเนินงาน 40,600 ล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิ 35,800 ล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 4.81 ดอลลาร์
ตัวเลขฝั่งคลาวด์ก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน รายได้ไมโครซอฟท์คลาวด์ (Microsoft Cloud) อยู่ที่ 59,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ภาระผูกพันเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่รับรู้รายได้ (Commercial Remaining Performance Obligation) อยู่ที่ 678,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 84% ขณะที่รายได้จาก Azure และบริการคลาวด์อื่น ๆ เติบโต 43%
สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานและซีอีโอของไมโครซอฟท์(MSFT) กล่าวในการแถลงผลประกอบการครั้งเดียวกันว่า “รายได้ต่อปีของ Azure ทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก และจำนวนผู้ใช้แบบเสียเงินของไมโครซอฟท์ 365 โคไพลอต (Microsoft 365 Copilot) ก็เกิน 30 ล้านที่นั่งแล้ว” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับการใช้งานจริงของลูกค้าและการแปลงเป็นรายได้ มากกว่าขนาดเงินลงทุนด้าน AI เพียงอย่างเดียว
ภาระผูกพันเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่รับรู้รายได้ หมายถึงมูลค่าที่เซ็นสัญญาแล้วแต่ยังไม่บันทึกเป็นรายได้ เป็นตัวเลขที่ช่วยให้เห็นแนวโน้มรายได้ในอนาคต แต่ไม่เท่ากับรายได้ที่แปลงเป็นเงินสดจริงในทันที เพราะจังหวะการส่งมอบตามสัญญาอาจเลื่อนออกไปหรือเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้
ไมโครซอฟท์(MSFT) และ HUMAIN ยังประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม โดยทั้งสองฝ่ายวางแผนเชื่อมโมเดล ALLAM ของ HUMAIN เข้ากับ Microsoft Foundry และระบบนิเวศไมโครซอฟท์ 365 โคไพลอต ความร่วมมือนี้เน้นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ AI ในซาอุดีอาระเบียและภูมิภาคใกล้เคียง
ปฏิกิริยาของตลาดยังสอดคล้องกับบรรยากาศของกลุ่มหุ้นซอฟต์แวร์โดยรวม สต็อกทวิตส์ (Stocktwits) ระบุว่าในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อไมโครซอฟท์(MSFT) อยู่ในระดับ ‘extremely bullish’ และวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าหลังผลประกอบการของไมโครซอฟท์(MSFT) และอเมซอน(AMZN) นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับการแปลงเงินลงทุน AI เป็นรายได้จริง มากกว่าขนาดของเงินลงทุน
กระแสนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากปฏิกิริยาตลาดหลังไมโครซอฟท์(MSFT) เปิดเผยรายได้ไตรมาส 4 ที่ 90,000 ล้านดอลลาร์ และอัตราการเติบโตของ Azure ที่ 43% ซึ่งขณะนั้นตลาดก็มองอัตราการเติบโตของ Azure และจำนวนผู้ใช้แบบเสียเงินของโคไพลอตเป็นตัวชี้วัดว่าความต้องการ AI กำลังแปลงเป็นผลประกอบการจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม โจทย์เรื่องคุณภาพของรายได้จาก AI ยังต้องติดตามต่อ การเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้ากับการขยายเม็ดเงินใช้จ่ายจริงเป็นคนละเรื่องที่ต้องแยกพิจารณา ส่วนคำถามที่ว่า AI สำหรับองค์กรกำลังแปลงเป็นรายได้ในหลายอุตสาหกรรมพร้อมกันหรือไม่ ต้องรอยืนยันจากผลประกอบการรอบถัดไป
สำหรับนักลงทุนไทย กระแสนี้ถือเป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการมองหุ้นบิ๊กเทคสหรัฐฯ ควบคู่กับห่วงโซ่มูลค่าโครงสร้างพื้นฐาน AI หากความต้องการคลาวด์ยังคงแปลงเป็นรายได้ Azure ได้ต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อการตีความอุปสงค์ในกลุ่มซอฟต์แวร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ในทางกลับกัน หากเห็นสัญญาณอัตราการเติบโตชะลอตัว ก็อาจทำให้ข้อถกเถียงเรื่องระยะเวลาคืนทุนของการลงทุน AI กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง
กล่าวโดยสรุป การปรับขึ้นของหุ้นไมโครซอฟท์(MSFT) รอบนี้ควรมองว่าเป็นผลจากการยืนยันตัวเลขอัตราการเติบโตของ Azure จำนวนผู้ใช้แบบเสียเงินของโคไพลอต และภาระผูกพันเชิงพาณิชย์ร่วมกัน มากกว่าจะเป็นเพียงความคาดหวังด้าน AI ที่ฟื้นตัวขึ้นมาเฉย ๆ จุดที่ต้องติดตามต่อไปคือไมโครซอฟท์(MSFT) จะรักษาอัตราการเติบโตของ Azure ในระดับสูงได้นานแค่ไหน และภาระผูกพันเชิงพาณิชย์จะแปลงเป็นรายได้จริงเร็วเพียงใด
ความคิดเห็น 0