เดวิด ชวาร์ตซ์ (David Schwartz) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีกิตติคุณของริปเปิล (Ripple) มองว่าการเดินหน้าสร้างเชนใหม่หลังแพ้โหวต soft fork ไม่ใช่การมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลเครือข่าย แต่เป็น 'การโจมตี' ทำให้ข้อพิพาทเรื่อง BIP-110 ของบิตคอยน์(BTC) ลุกลามไปถึงประเด็นการเปิดตัวเชนพิสูจน์งาน (Proof-of-Work) แยกต่างหาก
ชวาร์ตซ์โต้เถียงเรื่องนี้กับ loogart ผู้สนับสนุนฝั่งฟอร์ก BIP-110 บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เมื่อวันที่ 31 ของเดือนก่อนหน้า (ตามเวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของคริปโตโปเตโต (CryptoPotato) โดย loogart ซึ่งคัดค้านทิศทางของบิตคอยน์คอร์ (Bitcoin Core) ระบุว่าหลังถูกบอกให้ 'ไปฟอร์กเอาเอง' กลุ่มของตนจึงสร้างเชนแยกโดยใช้อัลกอริทึมพิสูจน์งานที่ต่างออกไป
ชวาร์ตซ์กล่าวว่า “พวกคุณไม่ได้ ‘ยังคง’ โจมตีอยู่ แต่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ต่างหากที่ทำให้เปลี่ยนจากการมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลไปสู่การโจมตี” พร้อมอ้างว่ามีหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ว่าฝ่ายตรงข้ามพยายามทำให้เรื่องนี้ดูเหมือนความเห็นต่างด้านการกำกับดูแลที่สุจริตใจ
ด้าน loogart แย้งว่ากลุ่มของตนยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว และเพียงแค่เดินหน้าเวอร์ชันบิตคอยน์ของตัวเองในที่อื่น เขาระบุว่าการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ การทำ soft fork และ hard fork ในเวลาต่อมา ไม่อาจเรียกว่าการโจมตีได้ “ไม่มีใครถูกบังคับให้ทำตามพวกเรา” เขากล่าว
ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทนี้อยู่ที่การแยกแยะระหว่าง BIP-110 กับความพยายามทำ hard fork ที่เกิดขึ้นภายหลัง เอกสาร BIP-110 ในคลังเก็บ bitcoin/bips อย่างเป็นทางการระบุชื่อข้อเสนอนี้ว่า ‘Reduced Data Temporary Softfork’ และสถานะปัจจุบันคือ ‘Closed’
BIP-110 เป็นข้อเสนอ soft fork ชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี เพื่อจำกัดขนาดของข้อมูลบางช่องในธุรกรรม กฎที่เสนอ ได้แก่ △จำกัด scriptPubKey ของเอาต์พุตใหม่ไม่ให้เกิน 34 ไบต์ △ยกเว้นให้ OP_RETURN ไม่เกิน 83 ไบต์ △จำกัดข้อมูลบางประเภทที่พุชเข้าไปไม่ให้เกิน 256 ไบต์
ทั้งนี้ โทเคนโพสต์ (TokenPost) เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่า BIP-110 เป็นข้อเสนอ soft fork เพื่อจำกัดข้อมูล และเป็นคนละเรื่องกับข้อเสนอเปลี่ยนอัลกอริทึมพิสูจน์งาน ข้อพิพาทรอบนี้เกิดขึ้นหลังข้อเสนอจำกัดข้อมูลดังกล่าวไม่ผ่าน แล้วมีเชนแยกที่เดินหน้าเปลี่ยนอัลกอริทึมพิสูจน์งานต่อ
เชนใหม่เปิดใช้งานด้วยวิธี flag day hard fork ที่บล็อกความสูง 961,640 โดยเปลี่ยนอัลกอริทึมขุดของบิตคอยน์จาก SHA256d เป็น BLAKE2b พร้อมนำส่วนหัวบล็อกขนาด 164 ไบต์มาใช้ และจำกัดขนาดบล็อกไว้ที่ราว 300 กิโลไบต์ไปจนถึงเดือนกันยายน 2027
ส่วนเชนแยกสาย BIP-110 ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากนักขุดมากพอ คริปโตโปเตโตรายงานว่าเชนดังกล่าวแยกจากเชนหลักของบิตคอยน์ที่บล็อกความสูง 961,632 โดยมีเพียงพูลขุด รัฟเน็คส์ (Roughnecks) ที่สนับสนุนและขุดได้เพียง 2 บล็อก ก่อนที่ช่องว่างกับเชนหลักจะถ่างออกไปหลายร้อยบล็อก
ลุค แดชเออร์ (Luke Dashjr) นักพัฒนาบิตคอยน์ น็อตส์ (Bitcoin Knots) ออกมาสนับสนุนการเปลี่ยนไปใช้ BLAKE2b เมื่อวันที่ 30 ของเดือนก่อนหน้า โดยระบุว่า BLAKE2b ไม่มีจุดอ่อนแบบที่ SHA256d เคยเจอ เช่นช่องโหว่ ASICBoost และส่วนหัวบล็อกแบบใหม่ยังช่วยปิดช่องโหว่การกักบล็อกไว้ ซึ่งเดิมต้องพึ่งการจับตาดูพฤติกรรมนักขุดเท่านั้น
แดชเออร์เองก็เคยเผชิญข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในกระบวนการพิจารณา BIP-110 เช่นกัน คริปโตโปเตโตรายงานว่าเขาถูกถอดออกจากตำแหน่งบรรณาธิการคลังเก็บข้อเสนอปรับปรุงบิตคอยน์ (Bitcoin Improvement Proposal) แยกต่างหาก เนื่องจากประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ BIP-110
ฝั่งคัดค้านก็มีเสียงเช่นกัน ไมเคิล เซย์เลอร์ (Michael Saylor) ผู้ก่อตั้งสเตรทีจี(MSTR) วิจารณ์ว่า BIP-110 จะจำกัดฟังก์ชันธุรกรรมที่ยังใช้งานได้อยู่ในปัจจุบัน และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ใช้กฎฉันทามติมาจำกัดรูปแบบการใช้งานบางประเภท
ที่มาของความขัดแย้งครั้งนี้เชื่อมโยงกับข้อพิพาทเรื่องการจำกัดข้อมูลใน OP_RETURN หลังบิตคอยน์คอร์ยกเลิกเพดานข้อมูล OP_RETURN เดิม ทำให้ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการชำระเงิน อย่างออร์ดินัลส์ (Ordinals) และรูนส์ (Runes) เข้ามาใช้พื้นที่บล็อกได้มากขึ้น ฝ่ายสนับสนุน BIP-110 จึงยืนกรานว่าพื้นที่บล็อกควรเก็บไว้สำหรับธุรกรรมการชำระเงินเป็นหลัก
โดยหลักการแล้ว soft fork คือการเพิ่มกฎฉันทามติที่เข้มงวดกว่าเดิมแต่ยังเข้ากันได้กับกฎเดิม ส่วน hard fork คือการเปลี่ยนกฎจนเข้ากันไม่ได้กับกฎเดิม ซึ่งอาจทำให้เชนแยกออกจากกัน ในกรณีนี้ BIP-110 เป็นข้อเสนอ soft fork เพื่อจำกัดข้อมูล ขณะที่เชน BLAKE2b เป็นความพยายามทำ hard fork แยกต่างหากที่เกิดขึ้นภายหลัง
ข้อพิพาทครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าราคาหรือฟังก์ชันการชำระเงินของเชนหลักบิตคอยน์เปลี่ยนแปลงไปในทันที แต่เมื่อความขัดแย้งเรื่องกฎฉันทามติ การจัดเก็บข้อมูล และการเปลี่ยนอัลกอริทึมขุด ถูกพูดถึงปนกันภายใต้ชื่อเดียวกัน นักลงทุนไทยก็ยิ่งจำเป็นต้องแยกประเด็น BIP-110 ออกจากเชน BLAKE2b ให้ชัดเจน
ความคิดเห็น 0