โดนัลด์ ทรัมป์(Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จุดกระแสร้อนอีกครั้ง หลังระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตได้ถึง 20% พร้อมวิจารณ์แนวทางขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) อย่างเปิดเผย ท่ามกลางตัวเลขเติบโตจริงล่าสุดที่อยู่เพียง 1.5% ต่อปี ทำให้แรงกดดันจากทำเนียบขาวที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำ ปะทะกับจุดยืนคุมเงินเฟ้อของเฟดอีกครั้ง
ทรัมป์กล่าวระหว่างแถลงข้อตกลงลดราคายาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ ณ ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่า “ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)อาจขึ้นไปถึง 14%, 15%, 16% หรือแม้แต่ 20%” และย้ำว่า “ความสำเร็จด้านการเติบโตไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ” ตามรายงานของ CNBC เมื่อเช้าวันที่ 1 กันยายน (เวลาไทย)
ประเด็นที่ทรัมป์เน้นย้ำไม่ใช่ตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทิศทางดอกเบี้ยของเฟด โดยเขามองว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการขึ้นดอกเบี้ย
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ทรัมป์ตอบว่า “เราควรมีดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลก” พร้อมกล่าวว่า “ในอดีต เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี ดอกเบี้ยจะลดลง แต่ตอนนี้กลับกลัวเงินเฟ้อมากเกินไป จนดอกเบี้ยปรับขึ้นแทน” คำพูดนี้สะท้อนมุมมองที่ต้องการให้มองการเติบโตสูงเป็นเรื่องบวก ไม่ใช่แรงกดดันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
ด้านสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ(BEA) สังกัดกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า GDP ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2026 ขยายตัว 1.5% ต่อปี ลดลงจากไตรมาสแรกที่โต 2.1%
BEA ระบุว่า การใช้จ่ายผู้บริโภค การส่งออก และการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ถูกหักล้างบางส่วนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลงและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น หากพิจารณาจากตัวเลขปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ยังห่างไกลจากระดับ 14-20% ที่ทรัมป์กล่าวถึงมาก
ตัวเลข ‘อัตราต่อปี’ ที่ใช้รายงานการเติบโตรายไตรมาส คำนวณจากสมมติฐานว่าอัตราการขยายตัวของไตรมาสนั้นจะดำเนินต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี ดังนั้นการเติบโต 20% ต่อปีจึงไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจขยายตัวจริง 20% ภายในไตรมาสเดียว
CNBC อ้างอิงข้อมูลของ BEA ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1947 ระบุว่า มีเพียงไตรมาสเดียวเท่านั้นที่ GDP ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ขยายตัวเกิน 20% ต่อปี คือไตรมาส 3 ปี 2020 ซึ่งเติบโตถึง 34.9% จากผลของการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งหลังล็อกดาวน์โควิด-19
การเด้งกลับครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากไตรมาสก่อนหน้าหดตัวถึง 28% ต่อปี ซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษ ส่วนไตรมาสที่เติบโตสูงเป็นอันดับรองลงมาคือไตรมาส 1 ปี 1950 ที่ขยายตัว 16.7%
สิ่งที่เฟดกังวลคือระดับราคา โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(FOMC) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม เฟดมีมติคงกรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ต่อปี
ผลการลงมติครั้งนั้นออกมา 9 ต่อ 3 เสียง โดยเบธ แฮมแมค(Beth M. Hammack), นีล แคชคารี(Neel Kashkari) และลอรี โลแกน(Lorie K. Logan) โหวตค้าน โดยต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 เปอร์เซ็นต์พอยต์
เฟดระบุในแถลงการณ์ฉบับเดียวกันว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอน แต่เงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ 2%
คำพูดของทรัมป์ครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของเฟดที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ประธานาธิบดีต้องการต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำ ขณะที่เฟดยึดตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานเป็นหลักในการตัดสินใจ ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป
ฝั่งตลาดคริปโตเองก็จับตาคำพูดนี้ในฐานะปัจจัยมหภาค เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) มักเคลื่อนไหวอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และสภาพคล่องของดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม คำพูดของทรัมป์เพียงครั้งเดียวยังไม่สามารถชี้ชัดทิศทางการตัดสินใจของ FOMC หรือทิศทางราคาสินทรัพย์ได้ CNBC รายงานว่านักสังเกตการณ์เฟดจำนวนมากคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ความคิดเห็น 0