โปรเจกต์สินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกทุ่มเงินรวม 638 ล้านดอลลาร์ในปีนี้เพื่อซื้อคืนโทเคนของตัวเอง กลไกที่คล้ายกับการซื้อหุ้นคืนของบริษัทในตลาดหุ้นเพื่อลดปริมาณโทเคนหมุนเวียนมีขนาดใหญ่ขึ้นต่อเนื่อง แต่ทิศทางราคากลับแตกต่างกันไปในแต่ละโปรเจกต์
หนังสือพิมพ์ Financial Times อ้างอิงข้อมูลจากอัลเลียมแล็บส์(Allium Labs) บริษัทข้อมูลบล็อกเชน ระบุว่ายอดบายแบ็กโทเคนของโปรเจกต์สินทรัพย์ดิจิทัลในปีนี้เพิ่มขึ้นราว 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 545 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดบายแบ็กรวมทั้งปี 2024 อยู่ที่เพียง 366,000 ดอลลาร์เท่านั้น
บายแบ็ก คือวิธีที่โปรเจกต์ซื้อโทเคนของตัวเองกลับคืนจากตลาด เช่นเดียวกับที่บริษัทซื้อหุ้นคืนเพื่อลดจำนวนหุ้นหมุนเวียน โปรเจกต์สินทรัพย์ดิจิทัลใช้วิธีนี้เพื่อลดปริมาณโทเคนในระบบ พร้อมทั้งเชื่อมโยงรายได้ของโปรโตคอลเข้ากับมูลค่าของโทเคนโดยตรง
ปีนี้เงินบายแบ็กส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ไฮเปอร์ลิควิด(HYPE) และ Pump.fun(PUMP) ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของยอดบายแบ็กทั้งหมด ข้อมูลจากอัลเลียมแล็บส์ที่ Financial Times อ้างอิงระบุว่าไฮเปอร์ลิควิดทุ่มเงินไปแล้วราว 370 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Pump.fun ใช้เงินไปราว 200 ล้านดอลลาร์
ไฮเปอร์ลิควิดใช้โครงสร้างที่นำรายได้ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุถึง 99% ไปซื้อโทเคน HYPE คืน นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคม 2024 มีการซื้อคืนและเผาทำลาย HYPE ไปแล้วรวม 1,300 ล้านดอลลาร์ ส่วนราคา HYPE ปรับขึ้นราว 70% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
โครงสร้างลักษณะนี้ทำให้ผู้ถือโทเคนเห็น 'ความเชื่อมโยง' ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมถูกนำไปใช้ซื้อโทเคนโดยตรง แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับว่าเงินที่ใช้ซื้อคืนมาจากไหน และโทเคนที่ซื้อคืนมาถูกเผาทำลายหรือถูกนำไปแจกจ่ายเป็นผลตอบแทนใหม่
อย่างไรก็ตาม บายแบ็กไม่ได้การันตีว่าราคาจะปรับขึ้นเสมอไป จูปิเตอร์(JUP) ใช้เงินบายแบ็กไปแล้วราว 14 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ แต่ราคาโทเคนกลับ 'ลดลง' ราว 55% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เชนลิงก์(LINK) ก็ดำเนินบายแบ็กเช่นกัน แต่ราคาปรับตัวลงมาเหลือประมาณครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน
สกายโปรโตคอล(Sky Protocol) ซื้อคืนโทเคน SKY มูลค่า 26 ล้านดอลลาร์ และราคาปรับขึ้นราว 5% ในรอบ 1 ปี ด้านลีโด(LDO) ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคมว่าจะเริ่มบายแบ็กตามรอบ หากเข้าเงื่อนไข เช่น รายได้เทียบเป็นรายปีถึง 40 ล้านดอลลาร์
บางโปรเจกต์เลือกโครงสร้างที่ให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ผู้ถือโทเคนชัดเจนขึ้น อย่างทอร์เชน(THORChain) ที่จัดสรรรายได้ 55% ให้ผู้ที่สเตกโทเคน และอีก 20% ของรายได้นำไปใช้บายแบ็ก แต่ราคาโทเคนของทอร์เชนก็ยัง 'ลดลง' มาเหลือประมาณครึ่งหนึ่งในรอบ 1 ปีเช่นกัน
แรงผลักดันเบื้องหลังกระแสบายแบ็กที่ขยายตัวในวงการ คือความพยายามเชื่อมโยงมูลค่าของโทเคนเข้ากับรายได้จริงของโปรโตคอล มากกว่าการลดปริมาณโทเคนเพียงอย่างเดียว ทำให้ปัจจัยที่ถูกจับตา ไม่ใช่แค่ขนาดของบายแบ็ก แต่รวมถึงรายได้จริง สิทธิของผู้ถือโทเคน วิธีเผาทำลาย และสภาพคล่องทางการเงินของโปรเจกต์ด้วย
ทั้งนี้ TokenPost เคยรายงานว่าการขยายผลตอบแทนคืนสู่ผู้ถือโทเคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าราคาโทเคนจะปรับขึ้นเสมอไป โดย Keyrock บริษัทด้านสภาพคล่องคริปโต ระบุว่าโปรแกรมบายแบ็กแบบอัตโนมัติมักถูกใช้มากเกินไปในช่วงราคาขึ้นสูงสุด และถูกใช้น้อยลงในช่วงตลาดขาลง
กรณีตัวอย่างของแต่ละโปรเจกต์ก็สะท้อนภาพเดียวกัน ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า แอสเตอร์(Aster) นำรายได้ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรายวันถึง 99% ไปซื้อโทเคนคืนและเผาทำลายในจำนวนเท่ากัน ทว่าแม้จะมีกลไกลดปริมาณโทเคนอยู่ ราคาก็ยังทรงตัวอยู่ในระดับราว 0.60 ดอลลาร์ในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ
สำหรับนักลงทุนในไทย กระแสบายแบ็กที่ขยายตัวนี้เป็นโอกาสให้เห็นความแตกต่างของโครงสร้างโทเคนแต่ละตัวชัดเจนขึ้น บายแบ็กเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณโทเคนในระบบ แต่ปัจจัยอื่น เช่น รายได้ของโปรเจกต์ วิธีเผาทำลายโทเคน สิทธิของผู้ถือโทเคน และโครงสร้างการปลดล็อกโทเคน ล้วนมีผลร่วมกัน การใช้ขนาดของบายแบ็กเพียงอย่างเดียวมาฟันธงทิศทางราคาโทเคนจึงยังทำได้ยาก
ความคิดเห็น 0