ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ช่วงอ่อนตัวระยะสั้นในเดือนกันยายน หลังจากที่ปรับตัวขึ้นแรงในเดือนสิงหาคม ตามการวิเคราะห์ของซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์(Citadel Securities) โดยระบุว่าโมเมนตัมผลประกอบการที่ชะลอตัว ความต้องการซื้อที่อ่อนแรงลงทั้งจากนักลงทุนรายย่อยและบริษัทจดทะเบียน รวมถึงปฏิทินเศรษฐกิจมหภาคที่หนาแน่น เป็นปัจจัยกดดันที่เข้ามาพร้อมกัน
ซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์(Citadel Securities) เปิดเผยในบันทึกวิเคราะห์ชื่อ 'September Setup: The Asymmetry Has Changed' เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าโครงสร้างความเสี่ยงและผลตอบแทนของหุ้นสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนเปลี่ยนไปแล้ว สก็อตต์ รับเนอร์(Scott Rubner) หัวหน้านักกลยุทธ์ของซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์ กล่าวว่า "แทนที่จะไล่ตามแนวโน้มขาขึ้น เราอยากลดสัดส่วนการลงทุนบางส่วนลง แล้วเพิ่มเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ต้นทุนยังถูกอยู่" คำกล่าวนี้สะท้อนว่าทีมวิเคราะห์เลือกปรับพอร์ตเชิงยุทธวิธีมากกว่าจะเปลี่ยนมุมมองระยะยาว
มุมมองของรับเนอร์ไม่ใช่การประกาศเปลี่ยนเป็นขาลงระยะยาว แต่เป็นการปรับกลยุทธ์ระยะสั้นมากกว่า เขาระบุว่ายังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว โดยบันทึกฉบับนี้โฟกัสไปที่ช่วงเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว ซึ่งเป็นช่วงที่ปัจจัยฤดูกาล กำหนดการสำคัญ และการจัดวางพอร์ตของนักลงทุนมาบรรจบกันพอดี
ซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์ ระบุว่านับจากจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นแล้วราว 22% และมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นราว 12 ล้านล้านดอลลาร์ โดยการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงเดียวกันเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ดัชนีดีดตัวกลับขึ้นมา
ตัวเลขผลประกอบการก็ออกมาแข็งแกร่งเช่นกัน บริษัทในดัชนี S&P 500 ราว 93% ได้ประกาศผลประกอบการแล้ว และในจำนวนนี้ 88% มีกำไรต่อหุ้น(EPS) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่อัตราการเติบโตของ EPS ของ S&P 500 ในไตรมาส 2 อยู่ที่ราว 33%
ปัญหาคือตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ความสนใจของตลาดจะเปลี่ยนจากผลประกอบการไปสู่ปัจจัยมหภาค โดยกำหนดการสำคัญที่บันทึกนี้ระบุไว้ ได้แก่ △ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรวันที่ 4 กันยายน △ดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) วันที่ 10 กันยายน △ดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) วันที่ 11 กันยายน △การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ(FOMC) วันที่ 16 กันยายน
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่สำคัญ ส่วน PPI และ CPI เป็นข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ FOMC เป็นการประชุมที่พิจารณาการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) ในช่วงที่การประกาศผลประกอบการเริ่มลดน้อยลง หากตัวเลขการจ้างงาน เงินเฟ้อ และการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยทยอยออกมาต่อเนื่องกัน ความอ่อนไหวของตลาดต่อแต่ละเหตุการณ์ก็อาจเพิ่มขึ้นได้
ด้านอุปสงค์-อุปทานก็มีสัญญาณเตือนเช่นกัน ข้อมูลจากแพลตฟอร์มของซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์ ชี้ว่าความต้องการซื้อของนักลงทุนรายย่อยในเดือนกันยายนอ่อนแอที่สุดในรอบปีตามปัจจัยฤดูกาล และนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนรายย่อยในวันที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง อยู่ที่เพียงครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยรายเดือนโดยรวม
การซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนก็อาจชะลอตัวลงตั้งแต่กลางเดือนกันยายนเป็นต้นไป โดยบันทึกระบุว่าบริษัทต่างๆ อาจเข้าสู่ช่วง blackout การซื้อหุ้นคืนราวๆ วันที่ 12 กันยายน ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม วงเงินอนุมัติซื้อหุ้นคืนที่ประกาศออกมาแล้วมีมูลค่ารวมกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์
ช่วง blackout การซื้อหุ้นคืน หมายถึงช่วงเวลาที่บริษัทจำกัดการซื้อหุ้นคืนของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องการใช้ข้อมูลภายในของผู้บริหาร ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนและหลังการประกาศผลประกอบการ เมื่อแรงซื้อจากบริษัทลดลง บทบาทกันชนในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงก็อาจอ่อนแรงตามไปด้วย ประเด็นสำคัญคือเมื่อพิจารณาอุปสงค์-อุปทานในเดือนกันยายน ทั้งความต้องการซื้อของนักลงทุนรายย่อยและบริษัทจดทะเบียนอาจอ่อนแรงลงพร้อมกัน
ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงกลับลดลง ซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์ระบุว่าต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงขาลงของออปชัน SPX อายุ 1 เดือน เดลตา 25 ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 ขณะที่ดัชนี VIX ปิดที่ 14.4 จุด สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าของสำนักข่าวเราที่ระบุว่าอุปสงค์-อุปทานของออปชัน S&P 500 เคลื่อนไหวรุนแรงในช่วงเวลาสั้นๆ ต้นทุนป้องกันความเสี่ยงที่ต่ำลงไม่ได้หมายความว่าการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหายไปโดยสิ้นเชิง แต่สะท้อนว่าความต้องการซื้อประกันความเสี่ยงที่สะท้อนอยู่ในราคาลดลงมากกว่า
วันครบกำหนดของออปชันก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่ง โดยมูลค่าออปชันในสหรัฐฯ ที่จะครบกำหนดภายในวันที่ 18 กันยายน อยู่ที่ราว 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ และเฉพาะส่วนที่ครบกำหนดวันที่ 18 กันยายนวันเดียว มีมูลค่าราว 6.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์ระบุว่ากระบวนการนี้อาจทำให้ปัจจัยทางเทคนิคของตลาดถูกปรับเปลี่ยนอีกครั้ง
ในบันทึกยังประเมินว่าการจัดวางพอร์ตเชิงระบบ (systematic positioning) ได้ถูกปรับโครงสร้างไปมากพอสมควรแล้ว โดยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน ETF แบบเลเวอเรจลดลงราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 31% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งเชื่อมโยงกับรายงานก่อนหน้าของสำนักข่าวเราที่กล่าวถึงการลดลงของสินทรัพย์ ETF แบบเลเวอเรจ และความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเพิ่มเลเวอเรจอีกครั้ง
ปัจจัยฤดูกาลของเดือนกันยายนก็ถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลประกอบบันทึกฉบับนี้ด้วย ซิทาเดล ซีเคียวริตี้ส์ระบุว่านับตั้งแต่ปี 1928 เป็นต้นมา ผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 ในเดือนกันยายนอยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยฤดูกาลเป็นเพียงรูปแบบทางสถิติที่สังเกตซ้ำๆ เท่านั้น ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันได้ว่าตลาดจะปรับตัวลงในเดือนใดเดือนหนึ่งอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ครั้งนี้เป็นข้อมูลที่มุ่งเน้นตลาดหุ้นและออปชันของสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยบันทึกไม่ได้ระบุผลกระทบโดยตรงต่อตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไว้แต่อย่างใด ปฏิกิริยาของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม รวมถึงบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) จึงยังต้องติดตามแยกต่างหาก หลังผ่านพ้นตัวเลขการจ้างงานวันที่ 4 กันยายน ดัชนีเงินเฟ้อวันที่ 10-11 กันยายน และผลการประชุม FOMC วันที่ 16 กันยายน
ความคิดเห็น 0