โรบินฮู้ด(HOOD) สร้างค่าธรรมเนียมแอปสูงถึง 16.98 ล้านดอลลาร์ภายในหนึ่งวันจากบล็อกเชนของตัวเองอย่างโรบินฮู้ดเชน (Robinhood Chain) ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังการซื้อขายมีมคอยน์ (Meme Coin) พุ่งสูงบนเครือข่ายนี้ อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่าค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่กลับตกไปอยู่ในมือของ ‘ผู้ให้สภาพคล่อง’ (Liquidity Provider) มากกว่านักเก็งกำไรที่ซื้อขายมีมคอยน์โดยตรง
อิกนาส (Ignas) นักวิเคราะห์ด้านการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi) เปิดเผยผ่านบทความที่เผยแพร่ทาง Foresight News เมื่อวันที่ 3 (เวลาท้องถิ่น) ว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่ฝากไว้ทั้งหมด (TVL) บนโรบินฮู้ดเชนอยู่ที่ 757 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายบนตลาดแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ (DEX) สูงถึง 1,660 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากเป็นอันดับสองรองจากเครือข่ายโซลานา(SOL) ที่มีมูลค่า 2,100 ล้านดอลลาร์ และแซงหน้าเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) ที่มีมูลค่า 1,370 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ขนาดเงินฝากในสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) อยู่ที่ 833 ล้านดอลลาร์ สินทรัพย์ที่ถูกล็อกข้ามเชน (Cross-chain) มีมูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์ ส่วนปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual Futures) อยู่ที่ 387 ล้านดอลลาร์ เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมแอปรายวัน 16.98 ล้านดอลลาร์เทียบกับ TVL แล้ว จะคิดเป็นสัดส่วนถึง 2.243% ต่อวัน ซึ่งอิกนาสระบุว่าหากแปลงเป็นอัตราผลตอบแทนต่อปี (APR) จะสูงถึง 819%
เขายังระบุว่าหากคำนวณแบบทบต้น อัตราผลตอบแทนต่อปีตามชื่อ (Nominal APY) จะพุ่งสูงถึง 328,000% แต่ย้ำว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงค่า ‘ทางทฤษฎี’ ที่ได้จากการนำอัตราค่าธรรมเนียมสุดโต่งของพูลเงินขนาดเล็กเฉพาะจุดในวันเดียวมาคำนวณทบต้น ไม่ใช่ผลตอบแทนที่ยั่งยืนในความเป็นจริง
อิกนาสอธิบายสาเหตุที่ทำให้เกิดโครงสร้างเช่นนี้ไว้สองประการ ประการแรกคือ นักเก็งกำไรมีมคอยน์ส่วนใหญ่ไม่สนใจการให้สภาพคล่อง โดยแอปซื้อขายมีมคอยน์ที่เชื่อมต่อกับโรบินฮู้ดเชนอย่าง Fomo มีฟังก์ชันซื้อขายเท่านั้น ไม่มีฟังก์ชันพูลสภาพคล่อง ขณะที่ทั้งโรบินฮู้ด วอลเล็ต (Robinhood Wallet) และ Fomo รองรับการซื้อมีมคอยน์ด้วยบัตรเครดิตโดยตรงด้วย
ประการที่สองคือ ขนาดของแต่ละพูลเงินเล็กเกินไปจนเงินทุนสถาบันเข้าไม่ถึง ตัวอย่างที่เขายกมาคือพูล RBLX/USDG ที่มี TVL เพียง 168,000 ดอลลาร์ แต่มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 6.2 ล้านดอลลาร์ ทำให้ค่าธรรมเนียมต่อวันคิดเป็นสัดส่วนถึง 11% ของ TVL เขามองว่าพูลขนาดเล็กเช่นนี้เล็กเกินไปสำหรับเงินทุนสถาบันที่มักเคลื่อนไหวครั้งละ 5 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป จึงกลายเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนรายย่อยเข้ามาสร้างผลตอบแทนได้
นอกจากนี้ บนโรบินฮู้ดเชนยังมีคู่เทรดที่จับมีมคอยน์มาผูกกับหุ้นโทเคไนซ์ (Tokenized Stock) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยหลังแพลตฟอร์มออกโทเคนมีมคอยน์อย่าง Pons เปิดตัว ก็มีคู่เทรดมีมคอยน์-หุ้นเกิดขึ้นถึง 27 คู่ จากหุ้นโทเคไนซ์ 22 ตัว ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ AI/NVDA, MOO/MU, BONER/HIMS, NUDES/SNAP และ LIGMA/FIG
บัญชีติดตามข้อมูลออนเชน 0xSammy เปิดเผยว่าหุ้นโทเคไนซ์มีการซื้อขายมากถึง 13 ล้านครั้งต่อวัน และจำนวนกระเป๋าที่ถือครองเพิ่มขึ้น 46% ภายใน 3 วัน เป็น 203,000 กระเป๋า
พูลเงินของคู่เทรดมีมคอยน์-หุ้นยังโดดเด่นในแง่รายได้ค่าธรรมเนียมด้วย ข้อมูลจากแพลตฟอร์มออนเชน scopl.live ระบุว่าค่าธรรมเนียมใน 24 ชั่วโมงของพูล AI/NVDA อยู่ที่ 447,000 ดอลลาร์ พูล AI/WETH อยู่ที่ 340,000 ดอลลาร์ และพูล UBIK/GLD อยู่ที่ 321,000 ดอลลาร์ อิกนาสระบุว่าหากคำนวณรายได้ค่าธรรมเนียมเป็นรายปีจะสูงถึง 1,329%
เขายังอธิบายว่ามีมคอยน์ BONER ครองสัดส่วนถึง 81% ของปริมาณหมุนเวียนหุ้นโทเคไนซ์ HIMS ทำให้เกิดรูปแบบการซื้อขายที่ลดปริมาณหมุนเวียนในตลาดให้แคบลง
สำหรับพูลเงินที่อิกนาสให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ HOOD/USDG, NVDA/USDG, RBLX/USDG และ DJT/USDG โดยเขาอธิบายว่าเป็นกลยุทธ์ที่เข้าไปเป็นผู้ให้สภาพคล่องโดยไม่ต้องถือมีมคอยน์โดยตรง แล้วเก็บค่าธรรมเนียมจากกระบวนการปรับราคาที่เกิดจากบอทเก็งกำไรส่วนต่าง (Arbitrage)
เขาเผยว่าเครื่องมือที่ใช้ติดตามข้อมูลพูลเงินคือ Revert และ scopl.live โดย Revert เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบผลงานของผู้ให้สภาพคล่องจากอัตราผลตอบแทนต่อปี กำไรขาดทุน และช่วงเวลาที่สร้างพูล ส่วน scopl.live ใช้สำหรับค้นหาพูลเงินตามค่าธรรมเนียมแบบเรียลไทม์
ด้าน The Block รายงานว่า เจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase) ได้ยื่นเรื่องขอให้วีซ่า (Visa) ตรวจสอบการชำระเงินซื้อมีมคอยน์ด้วยบัตรเครดิตผ่านโรบินฮู้ด วอลเล็ต และ Fomo
โรบินฮู้ดเชนเปิดตัวเมนเน็ตอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และทำสถิติค่าธรรมเนียมสะสมแตะ 5 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงเดือนเศษ ก่อนที่ปริมาณการทำธุรกรรมและเงินฝากจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากนั้น
โครงสร้างที่ผู้ให้สภาพคล่องได้รับส่วนแบ่งรายได้ส่วนใหญ่ของโปรโตคอลไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยเกิดขึ้นกับยูนิสวอป(UNI)มาก่อนแล้ว โดยมีการวิเคราะห์ว่าแม้ยูนิสวอปจะเปิดใช้ระบบส่งต่อค่าธรรมเนียมให้โปรโตคอล (Protocol Fee) แล้ว แต่รายได้ค่าธรรมเนียมของผู้ให้สภาพคล่องในช่วง 30 วันล่าสุดยังสูงถึง 44 ล้านดอลลาร์ มากกว่าค่าธรรมเนียมที่โปรโตคอลได้รับเองซึ่งอยู่ที่ 4 ล้านดอลลาร์ การทดลองจับคู่มีมคอยน์กับหุ้นบนโรบินฮู้ดเชนจึงกลายเป็นอีกหนึ่งสนามทดสอบกลยุทธ์การให้สภาพคล่องบนเชน ท่ามกลางการเติบโตของตลาดหุ้นโทเคไนซ์ที่ขยายตัวไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0