จากรายงาน *“นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม Web 3.0”* พบว่า *สเตเบิลคอยน์ที่อิงตามค่าเงินวอนเกาหลี* อาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในระบบการชำระเงิน โดยเทคโนโลยีใหม่นี้สามารถลดขั้นตอนของตัวกลาง และเมื่อถูกผสานเข้ากับ *ปัญญาประดิษฐ์(AI)* และฟังก์ชัน *โปรแกรมได้(progammable technology)* ก็อาจเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับระบบการเงินดิจิทัลอย่างแท้จริง
ระบบชำระเงินแบบเดิมถึงแม้จะอนุมัติธุรกรรมแบบเรียลไทม์ แต่กระบวนการชำระบัญชีจริงกลับยังมีความล่าช้า โดยร้านค้าโดยทั่วไปจะได้รับเงินในวันทำการถัดไป ในกรณีของการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งอาศัยระบบ SWIFT ก็มีขั้นตอนซับซ้อนและค่าธรรมเนียมสูง ทั้งยังใช้เวลานาน 1-3 วันทำการ จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้การนำเทคโนโลยีใหม่อย่าง *บล็อกเชน*, *AI*, หรือ *อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง(IoT)* เข้ามาใช้ มีข้อจำกัดอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ รายงานได้เสนอแนวทางออกแบบสเตเบิลคอยน์วอนให้มีการหนุนหลัง 1:1 ด้วยเงินวอนจริง ควบคู่ไปกับโครงสร้างแบบ *กึ่งอนุญาต (permissioned)* ซึ่งผสาน *ระบบยืนยันตัวตน(KYC)* และ *มาตรการป้องกันฟอกเงิน(AML)* ไว้อย่างครบถ้วน รายงานวิเคราะห์ว่า โมเดลนี้จะช่วยลดข้อจำกัดของระบบศูนย์กลางในอดีต และสร้างความมั่นคงพร้อมความยืดหยุ่นผ่านโครงสร้างพื้นฐาน *Distributed Ledger Technology (DLT)* ที่มีการประมวลผลแบบเรียลไทม์
ในแง่การดำเนินงาน ระบบใหม่นี้ส่งผลต่อการทำธุรกรรมหลายประเภท เช่น การโอนผ่านบัญชีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์บนบล็อกเชนโดยตรง ช่วยให้ชำระเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการชำระบัญชี ในกรณีของการจ่ายผ่านบัตรเครดิต ตัวกลางจะลดลง ซึ่งหมายถึง *ค่าธรรมเนียมที่ต่ำลง* และ *ระยะเวลาการชำระคืนที่สั้นลง* อย่างไรก็ตาม รายงานได้ชี้ให้เห็นว่า *ลักษณะย้อนกลับไม่ได้ของบล็อกเชน* เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อต้องทำเรื่องคืนเงินหรือยกเลิกธุรกรรม
ด้านธุรกรรมข้ามพรมแดน สเตเบิลคอยน์สามารถลดจำนวนตัวกลางจากเดิมเหลือเพียง 1–2 ขั้นตอน ด้วยการใช้ระบบ *บริดจ์เน็ตเวิร์ก* และดำเนินการชำระผ่าน *สมาร์ตคอนแทรกต์* แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วและลดต้นทุน หากธนาคารภายในประเทศเข้ามาเป็นแกนกลางของโครงสร้างนี้ อาจสามารถแข่งขันกับระบบ SWIFT เดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่เพียงเท่านั้น ระบบ *AI agent* และ *เงินโปรแกรมได้ (programmable money)* กำลังเข้ามาสร้างนิยามใหม่ให้กับการชำระเงินอัตโนมัติ เช่น AI agent จะดำเนินการชำระเงินตามคำสั่งของผู้ใช้ ขณะที่ programmable money สามารถตั้งเงื่อนไขจ่ายอัตโนมัติ อาทิ การหักเงินที่สถานีชาร์จทันทีที่รถเชื่อมต่อกับเครื่อง – จุดเริ่มต้นของ *เศรษฐกิจ IoT ระหว่างเครื่องต่อเครื่อง (M2M)*
รายงานยังเน้นถึงแนวคิด *Compliance-by-Design* หรือการฝังมาตรการปฏิบัติตามกฎไว้ในระบบ โดยเสนอว่า AI จะช่วยยืนยันตัวตนของผู้รับโอนโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้สามารถโอนเงินจำนวนเล็กได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องมีการรับรองตัวตนในแต่ละครั้ง
มุมมองเชิงนโยบายแสดงว่าควรปรับปรุงกฎหมาย เช่น *พ.ร.บ.การทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์* ให้สอดรับกับโครงสร้าง DLT รวมถึงใช้ ‘แซนด์บ็อกซ์ทางกฎหมาย’ เพื่อทดสอบความสอดคล้องระหว่างเทคโนโลยีและกฎระเบียบใหม่ ด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้ สถาบันการเงินจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากตัวกลาง มาเป็น ‘ศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูล’ ระหว่างระบบออนเชนและออฟเชน พร้อมรับบทในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้
ผลจากระบบใหม่ ธุรกิจจะมีศักยภาพในการจัดการกระแสเงินแบบอัตโนมัติ และสามารถดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จาก *การชำระเงินแบบเรียลไทม์* และ *ต้นทุนที่ต่ำลง*
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า *สเตเบิลคอยน์* ไม่ใช่เพียงแค่สินทรัพย์ดิจิทัล แต่คือพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะเปลี่ยน “นิยามของระบบการเงิน” ในอนาคต โดยรายงานจาก *นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม Web 3.0* สรุปว่า การนำสเตเบิลคอยน์มาใช้นั้น อาจเป็นรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลสมัยใหม่อย่างแท้จริง
ความคิดเห็น 0