“ธนาคารและคริปโตจะรวมเป็นหนึ่งเดียว” หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลประจำทำเนียบขาวเผย
เดวิด แซ็กส์(David Sacks) หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลประจำทำเนียบขาว เปิดเผยระหว่างร่วมงานประชุมเศรษฐกิจโลกที่ดาวอสว่า ภาคธนาคารและอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐจะถูก *ควบรวม* เข้าด้วยกันในรูปแบบ ‘อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลแบบครบวงจร’ หากร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต CLARITY Act ผ่านการพิจารณาในรัฐสภา
โดยเมื่อวันที่ 24 ในรายการ "Squawk Box" ของ CNBC ที่จัดขึ้นระหว่างการประชุม WEF ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แซ็กส์กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎหมาย CLARITY Act กำลังเผชิญกับความล่าช้าในการพิจารณาของวุฒิสภาสหรัฐ สาเหตุหลักมาจาก *ความขัดแย้งเกี่ยวกับการให้ดอกเบี้ยจากสเตเบิลคอยน์* ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงอย่างดุเดือดระหว่างภาคธนาคารและบริษัทคริปโต
เขาระบุว่า “การเดินหน้าด้านกฎหมายนี้จำเป็นต้องอาศัย *การประนีประนอมจากทั้งภาคธนาคาร อุตสาหกรรมคริปโต และรัฐสภา*” พร้อมเสริมว่า “สุดท้ายแล้ว ร่างกฎหมายจะต้องได้รับการผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาและได้รับลายเซ็นจากประธานาธิบดีทรัมป์ จึงจะสามารถนำไปสู่การสร้าง ‘อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล’ อย่างแท้จริงได้”
แซ็กส์ยังอ้างถึงกรณีของร่างกฎหมาย ‘GENIUS’ ที่แม้จะล้มเหลวหลายครั้งแต่ท้ายที่สุดก็ผ่านในเดือนกรกฎาคม 2025 โดยกล่าวว่า “ตอนนั้นหลายฝ่ายมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริง” และเขาย้ำว่า “ถึงเวลาแล้วที่ภาคธนาคารจะต้องรับรู้ว่า แนวคิดเรื่อง ‘ดอกเบี้ยจากคริปโต’ ได้ถูกรวมอยู่ในกรอบกฎหมายใหม่”
ในภาพรวม แซ็กส์เชื่อว่าหาก CLARITY Act ผ่านได้สำเร็จ *ขอบเขตระหว่างธนาคารและบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลจะสลายไป* เขากล่าวว่า “เมื่อธนาคารเข้าสู่ตลาดสเตเบิลคอยน์อย่างเต็มรูปแบบ พวกเขาก็จะยอมรับฟังก์ชันการจ่ายดอกเบี้ยแบบเดียวกับบริษัทคริปโต” และยืนยันว่า *ทั้งสองอุตสาหกรรมจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในที่สุด*
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการผลักดันกฎหมายนี้ ก็มีแรงต่อต้านปรากฏขึ้นชัดเจน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไบรอัน อาร์มสตรอง CEO ของคอยน์เบส ประกาศถอนการสนับสนุนต่อ CLARITY Act ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X พร้อมชี้ว่า “ร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อบกพร่องจำนวนมาก โดยเฉพาะการตัดฟังก์ชันจ่ายดอกเบี้ยของสเตเบิลคอยน์ซึ่งเท่ากับเป็นการปกป้องธนาคารจากการแข่งขัน”
ฝั่งธนาคารเองก็มีความกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะในกรณีที่สเตเบิลคอยน์อาจกลายเป็น *ทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากธนาคารแบบเดิม* นักวิเคราะห์ยังเตือนด้วยว่า หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจทำให้มีการถอนเงินจากบัญชีธนาคารเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์
ในบทสัมภาษณ์ผ่าน CNBC อาร์มสตรองกล่าวว่า “แม้กฎหมายจะติดอยู่ในวุฒิสภา แต่ก็ยังมีโอกาสให้ผู้บริหารธนาคารและบริษัทคริปโตกลับมาเจรจากันอีกครั้งเพื่อหาทางออกที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน”
CLARITY Act ถูกมองว่าเป็น ‘หัวเรือใหญ่’ ที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมคริปโตทั่วโลก ตลาดคาดว่าหากร่างกฎหมายนี้ผ่าน อาจทำให้ภาคการเงินดั้งเดิมเริ่มเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างจริงจัง และเร่งกระบวนการเปลี่ยนระบบการชำระเงินด้วย *สเตเบิลคอยน์* ให้กลายเป็นโครงสร้างหลักในระบบเศรษฐกิจ
ประเด็นเรื่อง ‘การจ่ายดอกเบี้ยของสเตเบิลคอยน์’ จึงมิใช่เพียงแค่การถกกันด้านเทคนิค แต่เป็นหัวใจที่เชื่อมโยง *นโยบาย ภาคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์* ดังนั้น ความคืบหน้าในการเจรจาในประเด็นนี้จะเป็นตัวชี้ขาดต่ออนาคตของกฎหมายและรูปแบบตลาดคริปโตในสหรัฐอย่างชัดเจน
ความคิดเห็น 0