ธนาคารเพื่อการพัฒนาเกาหลี(Korea Development Bank, KDB) เตรียมปรับปรุง 'โมเดลประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัททั่วไป' ครั้งใหญ่ทั้งระบบ เพื่อสะท้อนข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ล่าสุดและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยจะทบทวนทั้ง 'อัตราการผิดนัดชำระหนี้เฉลี่ยระยะยาว' และวิธีคำนวณอันดับเครดิตใหม่ทั้งหมด
สำนักข่าว Yonhap Infomax รายงานว่า KDB เริ่มโครงการ 'ปรับปรุงโมเดลประเมินเครดิตบริษัททั่วไปครั้งใหญ่' ไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ ส่วนโครงการพัฒนาระบบไอทีเพื่อสร้างระบบประเมินเครดิตจากผลการที่ปรึกษาครั้งนี้จะแยกดำเนินการต่างหาก
เป้าหมายการปรับปรุงครอบคลุมสองส่วน ได้แก่ โมเดลประเมินเครดิตของบริษัทที่ผ่านการตรวจสอบบัญชีภายนอกตามมาตรฐาน GAAP ซึ่งจะ 'คำนวณค่าพารามิเตอร์ใหม่' และโมเดลประเมินเครดิตบริษัททั่วไปที่ครอบคลุมทั้งบริษัทมาตรฐาน IFRS, GAAP และบริษัทที่ไม่ผ่านการตรวจสอบบัญชีภายนอก ซึ่งจะพัฒนาใหม่ทั้งหมด รวมถึงโมเดลด้านการเงิน โมเดลด้านที่ไม่ใช่การเงิน และโมเดลประเมินตัวผู้บริหาร
งานครั้งนี้เน้นทบทวนตั้งแต่เกณฑ์คำนวณโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของบริษัท ไปจนถึงขั้นตอนคำนวณอันดับเครดิต ปรับค่า และตรวจสอบผลลัพธ์ทั้งหมด KDB จะประเมิน 'อัตราการผิดนัดชำระหนี้เฉลี่ยระยะยาว' ใหม่ โดยอิงข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทและสภาพเศรษฐกิจล่าสุด พร้อมตรวจสอบความเหมาะสมของระบบอันดับเครดิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันด้วย
'อัตราการผิดนัดชำระหนี้เฉลี่ยระยะยาว' คือเกณฑ์วัดระดับความเสี่ยงของแต่ละอันดับเครดิต โดยอิงจากข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทในช่วงเวลาหนึ่ง ตัวเลขนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพิจารณาสินเชื่อองค์กรและการบริหารความเสี่ยงภายหลังการปล่อยกู้ในโมเดลประเมินเครดิตภายในของธนาคาร
ผลกระทบต่อความมั่นคงของธนาคารหากนำโมเดลใหม่มาใช้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์เช่นกัน KDB จะเปรียบเทียบอันดับเครดิตเดิมกับอันดับเครดิตที่คำนวณจากโมเดลใหม่ พร้อมพิจารณาว่าสิ่งนี้จะส่งผลต่อ 'สินทรัพย์เสี่ยง' อัตราส่วนเงินกองทุนตามเกณฑ์ BIS และเงินสำรองหนี้สูญอย่างไร
สินทรัพย์เสี่ยงคือมูลค่าที่คำนวณจากสินทรัพย์ของธนาคารโดยสะท้อนระดับความเสี่ยง ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนตามเกณฑ์ BIS คือดัชนีวัดความมั่นคงของธนาคาร คำนวณจากเงินกองทุนหารด้วยสินทรัพย์เสี่ยง หากอันดับเครดิตของบริษัทเปลี่ยนไป ก็อาจส่งผลต่อการบริหารเงินกองทุนและการตั้งสำรองหนี้สูญของธนาคารตามมา
โมเดลประเมินเครดิตบริษัททั่วไปมีขอบเขตการใช้งานกว้างกว่า โดย KDB จะออกแบบโมเดลใหม่โดยพิจารณาลักษณะอัตราการผิดนัดชำระหนี้ของธนาคารเองและการกระจายตัวของลูกค้าและวงเงินสินเชื่อประกอบด้วย
นอกจากตัวเลขที่ปรากฏในงบการเงินแล้ว การประเมินปัจจัยที่ไม่ใช่การเงินและปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้บริหารก็อยู่ในขอบเขตการพัฒนาโมเดลใหม่ครั้งนี้ด้วย ขณะที่การสะท้อนลักษณะเฉพาะของบริษัทมาตรฐาน IFRS, GAAP และบริษัทที่ไม่ผ่านการตรวจสอบบัญชีภายนอกลงในระบบประเมิน ก็ถูกกำหนดให้เป็นโจทย์สำคัญเช่นกัน
การประเมินปัจจัยที่ไม่ใช่การเงินถือเป็นหัวใจหนึ่งของการปรับปรุงครั้งนี้ KDB จะพิจารณาฟังก์ชันที่ช่วยให้การประเมินปัจจัยที่ไม่ใช่การเงินมีความเป็นภาวะวิสัยมากขึ้น เพื่อจับความเสี่ยงของบริษัทที่งบการเงินเพียงอย่างเดียวตรวจจับได้ยาก
เกณฑ์การปรับอันดับเครดิตและการกรองข้อมูลก็จะถูกทบทวนไปพร้อมกัน รวมถึงระบบตรวจสอบอันดับเครดิตหลังคำนวณ และระบบติดตามผลลัพธ์หลังนำโมเดลไปใช้งานจริง ก็อยู่ในขอบเขตที่จะทบทวนเช่นกัน
โมเดลประเมินเครดิตเป็นเครื่องมือภายในที่ใช้ในการพิจารณาสินเชื่อองค์กร แต่หากวิธีคำนวณอันดับเครดิตเปลี่ยนไป ก็อาจส่งผลไม่เพียงต่อการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อรายบริษัท แต่ยังส่งผลต่อการบริหารเงินกองทุน การคำนวณสินทรัพย์เสี่ยง และการตั้งสำรองหนี้สูญของธนาคารด้วย
เจ้าหน้าที่ของ KDB กล่าวว่า “เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา เราจึงวางแผนทบทวนโมเดลประเมินเดิมโดยสะท้อนข้อมูลและสภาพเศรษฐกิจล่าสุด พร้อมปรับปรุงระบบประเมินเครดิตให้สามารถสะท้อนปัจจัยด้านการเงินและปัจจัยที่ไม่ใช่การเงินได้อย่างครบถ้วน” คำกล่าวนี้สะท้อนว่า KDB ให้ความสำคัญกับการปรับระบบให้ทันกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นในภาคธุรกิจ มากกว่าการปรับอันดับเครดิตเพียงอย่างเดียว
การปรับปรุงครั้งนี้ให้น้ำหนักกับการออกแบบ 'วิธีคำนวณอันดับเครดิต' ใหม่ มากกว่าการเปลี่ยนอันดับเครดิตของบริษัทโดยตรง หลังจบขั้นตอนที่ปรึกษา โครงการพัฒนาไอทีแยกต่างหากเพื่อสร้างระบบประเมินเครดิตจะดำเนินการต่อไป
ความคิดเห็น 0