ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea, BOK) ประเมินว่าการเติบโตที่ชะลอตัวของเยอรมนีเป็นผลจากขีดความสามารถแข่งขันภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงลง พร้อมเสนอให้เกาหลีใต้เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจล่วงหน้า ก่อนที่การเปลี่ยนผ่านสู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะซ้ำรอยภาวะเติบโตชะงักงันแบบเยอรมนี
สำนักงานธนาคารกลางเกาหลีใต้ประจำกรุงแฟรงก์เฟิร์ตระบุในรายงานหัวข้อ 'ที่มาของการอ่อนแรงด้านขีดความสามารถแข่งขันอุตสาหกรรมเยอรมนีและนัยที่มีต่อเกาหลีใต้' ว่า ศักยภาพการเติบโตของเยอรมนีเคยอยู่เหนือระดับ 1% ต่อปีในช่วงปี 1999-2019 แต่ปรับลดลงหลังการระบาดของโควิด-19 จนล่าสุดเหลือเพียง 0.4% ขณะที่สัดส่วนการมีส่วนร่วมของ 'ผลิตภาพปัจจัยรวม' (Total Factor Productivity, TFP) ต่อการเติบโต ก็พลิกจากค่าเฉลี่ย 1.08 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปีในช่วงปี 2000-2007 เป็นติดลบ 0.26 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2020-2025
ผลิตภาพปัจจัยรวม (TFP) หมายถึงผลของการปรับปรุงผลิตภาพที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยแรงงานและเงินทุนเพียงอย่างเดียว แม้ใช้เครื่องจักรและกำลังคนเท่าเดิม แต่หากเทคโนโลยี การบริหารจัดการองค์กร และการจัดสรรเงินทุนดีขึ้น ผลิตภาพก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ทว่าในกรณีของเยอรมนี ปัจจัยนี้กลับกลายเป็นตัวฉุดการเติบโตลงนับตั้งแต่หลังโควิด-19
ช่องว่างกับสหรัฐฯ ก็ถ่างกว้างขึ้นเช่นกัน รายงานระบุว่าในช่วงเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ซึ่งขยายการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI มีสัดส่วนการมีส่วนร่วมของ TFP เพิ่มขึ้นจาก 0.69 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็น 1.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าเยอรมนีแม้ยังรักษาฐานอุตสาหกรรมการผลิตไว้ได้ แต่ล้าหลังทั้งในแง่ความเร็วของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและการจัดสรรเงินทุน
สัญญาณการชะลอตัวปรากฏชัดในภาคส่งออกก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนแบ่งตลาดส่งออกของเยอรมนีในสามตลาดหลักอย่างจีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) ลดลง 0.60 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบปี 2024 กับปี 2021 โดยปัจจัยด้านอุปสงค์ยังเป็นบวก 0.13 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจัยด้านอุปทาน ทั้งปัจจัยภายในของเยอรมนีเองและขีดความสามารถแข่งขันด้านสินค้าของประเทศคู่แข่ง ฉุดลงถึง 0.73 จุดเปอร์เซ็นต์
การประเมินระดับนานาชาติก็ชี้ไปทิศทางเดียวกัน ผลการจัดอันดับขีดความสามารถแข่งขันโลกของสถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development, IMD) แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่าอันดับของเยอรมนีร่วงจากอันดับ 6 ในปี 2014 มาอยู่ที่อันดับ 23 ในปี 2026 ตอกย้ำว่าสถานะ 'ประเทศมหาอำนาจด้านการผลิต' เดิมของเยอรมนีกำลังอ่อนแรงลงในตัวชี้วัดด้านผลิตภาพ ต้นทุน และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
ธนาคารกลางเกาหลีใต้สรุปสาเหตุความอ่อนแรงของเยอรมนีไว้ 4 ด้าน ได้แก่ △นโยบายพลังงาน △ความล่าช้าของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม △ขีดความสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานที่ลดลง △ความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนภาครัฐ โดยวิเคราะห์ว่านโยบายเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์ที่ประจวบกับการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นหดตัวการผลิตลง ขณะที่การลงทุนวิจัยและพัฒนายังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมระดับเทคโนโลยีปานกลาง เช่น ยานยนต์ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และโลหะ
ภาระต้นทุนพลังงานส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถแข่งขันภาคการผลิต รายงานระบุว่าราคาไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีสูงขึ้นจนแตะระดับ 1.8 เท่าของสหรัฐฯ
ภาระต้นทุนในตลาดแรงงานก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน รายงานวิเคราะห์ว่าชั่วโมงทำงานที่สั้นกว่าประเทศอื่น ระบบลาป่วยที่ผ่อนปรน และ 'ช่องว่างภาระภาษี' (tax wedge) ที่สูงถึง 47.9% เป็นปัจจัยฉุดขีดความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนแรงงาน โดยช่องว่างภาระภาษีเป็นตัวชี้วัดที่แสดงส่วนต่างระหว่างต้นทุนรวมที่นายจ้างแบกรับกับรายได้ที่ลูกจ้างได้รับจริงหลังหักภาษีและเงินสมทบประกันสังคม
การลงทุนภาครัฐที่ซบเซาก็สะสมปัญหามาต่อเนื่อง การลงทุนภาครัฐสุทธิด้านโครงสร้างพื้นฐานของเยอรมนี ทั้งโครงข่ายคมนาคม ระบบไฟฟ้า และเครือข่ายโทรคมนาคม เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.06% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่อปีในช่วงปี 2003-2019 เทียบกับฝรั่งเศสที่ทำได้ 0.66% หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น
รายงานอธิบายว่า 'กลไกเบรกหนี้' (debt brake) ที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2009 แม้จะช่วยรักษาวินัยทางการคลัง แต่ก็กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้การใช้จ่ายด้านการลงทุนลดลงไปด้วย โดยกลไกนี้จำกัดการขาดดุลการคลังเชิงโครงสร้างของรัฐบาลกลางไว้ที่ 0.35% ของ GDP และของรัฐบาลระดับมลรัฐไว้ที่ 0%
ช่องว่างในยุค AI ก็ปรากฏชัดเช่นกัน กำลังการรองรับของศูนย์ข้อมูล (data center) ในเยอรมนีอยู่ที่ 2,730 เมกะวัตต์ (MW) คิดเป็นเพียง 5% ของสหรัฐฯ และ 9% ของจีน ขณะที่สัดส่วนการลงทุนขยายกำลังผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกในช่วงปี 2024-2032 ยุโรปมีสัดส่วนเพียง 7% ต่างจากไต้หวันที่ 31% และสหรัฐฯ ที่ 28% อย่างมาก
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประเมินว่าเกาหลีใต้มีเงื่อนไขที่เอื้อต่อการนำ AI มาใช้มากกว่าเยอรมนี จากผลจำลองที่ผสานระดับการสัมผัสกับ AI (AI exposure) และอัตราการนำ AI มาใช้ พบว่าผลกระทบสะสมของ AI ต่อ TFP ในรอบ 10 ปีของเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.61 จุดเปอร์เซ็นต์ สูงกว่าของเยอรมนีที่ 0.36 จุดเปอร์เซ็นต์
ทว่าเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยก็ไม่ได้รับประกันว่าผลิตภาพจะดีขึ้นเสมอไป รายงานระบุว่าเกาหลีใต้เองก็กำลังเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำจากสังคมสูงวัย ทำให้การลดลงของแรงงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บทสรุปคือกุญแจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อจัดสรรเงินทุนให้มีประสิทธิภาพและยกระดับผลิตภาพต่อหัว
ธนาคารกลางเกาหลีใต้เสนอแนวทางแก้ไข 4 ข้อ ได้แก่ △การผนวก AI เข้ากับอุตสาหกรรมการผลิตหลัก △การขยายการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ ข้อมูล และทุนมนุษย์ △การปรับปรุงกฎระเบียบและลดภาระด้านการบริหาร △การส่งเสริมระบบนิเวศเงินทุนเสี่ยง โดยรายงานระบุว่า "กรณีของเยอรมนีแสดงให้เห็นว่าเมื่อโมเดลการเติบโตแบบเดิมเริ่มหมดประสิทธิภาพ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร"
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า "หากล่าช้าในการปรับโครงสร้างช่วงที่ AI กำลังแพร่หลาย ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่อาจนำไปสู่ภาวะเติบโตชะงักงันและขีดความสามารถแข่งขันที่อ่อนแอลงในระยะกลางถึงยาว" ทั้งนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้อธิบายว่า ประเด็นสำคัญที่ได้จากกรณีเยอรมนีคือการเร่งปฏิรูปด้านอุปทาน ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ การลงทุนในทุนมนุษย์และสินทรัพย์เสริม ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
ความคิดเห็น 0