คริส ลาร์สัน ผู้ร่วมก่อตั้งริปเปิล(Ripple) จับมือกับมหาเศรษฐีจากซิลิคอนแวลลีย์ เปิดตัวแคมเปญการเมือง ‘โกรว์ แคลิฟอร์เนีย(Grow California)’ มูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท เพื่อต่อต้านการเสนอเก็บ *ภาษีทรัพย์สิน* จากคนรวยในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีเป้าหมายผลักดันนักการเมืองสายกลางที่เป็นมิตรกับภาคธุรกิจเข้าสู่สภาของรัฐ และลดอิทธิพลของสหภาพแรงงานภาครัฐลงตามรายงานของ The New York Times เมื่อวันที่ 24
จุดเริ่มต้นของแคมเปญนี้เกิดจากข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มสหภาพแรงงานบริการ (SEIU) ที่จะจัดเก็บ *ภาษีจากผู้มีทรัพย์สินสุทธิสูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์* ในอัตรา 5% โดยรวมถึงสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้รับรู้กำไรด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยลาร์สันเผยว่า "ข้อเสนอนี้ปลุกยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง" ซึ่งเขายังตั้งใจจะบริจาคเพิ่มอีกกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่แคมเปญนี้ด้วย
นอกจากลาร์สันแล้ว นักลงทุนชื่อดังอย่าง ทิม เดรเพอร์ ก็ร่วมสมทบทุนก่อตั้งแคมเปญนี้ด้วยเงินกว่า 72 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นที่การเลือกตั้งสมาชิกสภารัฐในเขตเลือกตั้ง 12 แห่งภายในปีนี้ โดยหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในศึกใหญ่อย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการหรือประชามติขนาดใหญ่ แต่จะเน้นประเด็นนโยบายจริง เช่น ‘ความปลอดภัย’, ‘คนไร้บ้าน’, และ ‘ความรับผิดชอบทางงบประมาณ’
ลาร์สันยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาวหลังจากเข้าร่วมศึกเลือกตั้งหลายครั้ง พร้อมแสดงจุดยืนว่านี่คือการลงทุนเพื่ออนาคต แม้พรรคเดโมแครตจะยังครองเสียงข้างมากในสภารัฐ
สิ่งที่น่าจับตามองคือ ผู้ก่อตั้งทั้งสองล้วนมาจากอุตสาหกรรม *คริปโตเคอร์เรนซี* โดยเดรเพอร์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ถือ *บิตคอยน์(BTC)* รายใหญ่และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดแบ่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนลาร์สันมีมูลค่าทรัพย์สินรวมจากหุ้นในริปเปิลและคริปโตประมาณ 21.7 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ระบุว่าแคมเปญนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ของวงการคริปโต
ลาร์สันยังกล่าวถึงบทเรียนที่ได้รับจาก ‘แฟร์เชค(Fairshake)’ กลุ่ม Super PAC ด้านคริปโตที่เคยทุ่มเม็ดเงินกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองในการเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์สำคัญที่หล่อหลอมกลยุทธ์ในครั้งนี้
กระแสการเมืองสาย *คริปโต* ในรัฐแคลิฟอร์เนียกำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้น เมื่อเอียน คัลเดรอน อดีตสมาชิกสภาล่างของรัฐ ประกาศลงสมัครผู้ว่าราชการในปี 2026 พร้อมสัญญาว่าจะ “ทำให้แคลิฟอร์เนียเป็นศูนย์กลางของบิตคอยน์” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาพรวมของการเมือง
อีกด้านหนึ่ง เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐคนปัจจุบัน ยังคงวิพากษ์นโยบาย *นิรโทษกรรมทางคริปโต* ของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างดุเดือด โดยล่าสุดมีการเปิดเว็บไซต์เฉพาะกิจระบุรายชื่อบุคคลที่ถูกนิรโทษว่าเป็น ‘ผู้สมรู้ร่วมคิดทางอาญา’ ซึ่งรวมถึง จ้าว ชางเผิง ผู้ก่อตั้งไบแนนซ์ ที่เคยรับโทษจากคดีละเมิดกฎหมายความลับธนาคาร
สถานการณ์ด้านกฎระเบียบกำลังเข้าสู่ระยะ ‘ทดลองนโยบาย’ อย่างชัดเจน โดย ‘กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล’ ของรัฐแคลิฟอร์เนียที่เตรียมมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2025 จะบังคับให้ผู้ให้บริการคริปโตทุกรายยื่นขอใบอนุญาตจากรัฐ ขณะเดียวกัน รัฐสภายังได้อนุมัติแผนพิจารณาให้สามารถชำระค่าธรรมเนียมของรัฐด้วย *สินทรัพย์ดิจิทัล* ผ่านโครงการทดลอง ‘AB 1180’ ที่จะดำเนินไปจนถึงสิ้นปี 2031
แม้กระแสนี้จะแรงภายในสหรัฐ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระดับโลก โดยญี่ปุ่นเตรียมลด *ภาษีคริปโต* จาก 55% เหลือ 20% ตั้งแต่ปี 2026 ส่วนสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎหมายภาษี ‘DAC8’ ที่ยกระดับความโปร่งใสของบัญชีคริปโตระหว่างประเทศตั้งแต่ต้นปีนี้
ในทางกลับกัน เกาหลีใต้และสวิตเซอร์แลนด์ยังคงอยู่ในสภาวะ *ความไม่แน่นอนทางนโยบาย* โดยเกาหลีใต้เลื่อนเริ่มเก็บภาษีคริปโตไปจนถึงปี 2027 ขณะที่กฎหมายใหม่นั้นยังไม่พร้อม ส่วนสวิตเซอร์แลนด์วางแผนเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีคริปโตกับรัฐบาลต่างประเทศหลังปี 2027 แม้กฎหมายภายในจะเริ่มใช้ในปี 2026 แล้วก็ตาม
สรุปได้ว่า การเคลื่อนไหวของลาร์สันไม่ได้เป็นเพียงการคัดค้านภาษีคนรวยเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการที่ผู้นำในวงการ *คริปโตเคอร์เรนซี* เริ่มก้าวเข้าสู่พื้นที่การเมืองอย่างจริงจัง และสามารถส่งผลต่อทิศทางของทั้งนโยบายภาษีและท่าทีของรัฐบาลกลางในอนาคตอันใกล้
ความคิดเห็น 0