ตลาดคริปโตสูญเสียมูลค่ากว่า 340 ล้านล้านวอน ท่ามกลางภาวะตึงตัวของสภาพคล่อง ด้านนักวิเคราะห์ชี้เป็นผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมากกว่าปัจจัยเฉพาะในตลาดคริปโตเอง โดยราคาบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ร่วงลงอย่างหนัก สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดการเงินทั่วโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรงในขณะนี้
เมื่อวันที่ 24 ตามเวลาท้องถิ่น ราอูล พัล(Raoul Pal) ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยการลงทุน GMI ออกมาแสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ราคาบิตคอยน์ที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วไม่ใช่สัญญาณของการล่มสลายของตลาดคริปโต แต่เป็น ‘ปฏิกิริยาตามธรรมชาติ’ ต่อการขาดแคลนสภาพคล่องของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปรากฏในสินทรัพย์ระยะยาวทั่วโลก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ตึงตัวในตลาดทุนโลกกำลังส่งผลเป็นลูกโซ่ถึงสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี
ราคาบิตคอยน์ที่ไหลลงนั้น สะท้อนความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่ง ราอูล พัล มองว่า ‘บ่งชี้ชัดเจนว่าบิตคอยน์ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Asset) โดยอิสระอย่างแท้จริง แต่เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ขึ้นอยู่กับภาวะมหภาค (Macroeconomic Variables)’ โดยในรอบเศรษฐกิจล่าสุด สภาพคล่องในประเทศสหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อราคาคริปโต มากกว่าสภาพคล่องทั่วโลก
เขาระบุเพิ่มเติมว่า สภาวะสภาพคล่องตึงตัวมาจากการยุติโครงการรีเวิร์สรีโปของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed), การเพิ่มทุนในบัญชีทั่วไปของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (TGA), และความเสี่ยงจากการ ‘ชัตดาวน์’ บางส่วนของรัฐบาลกลาง สิ่งเหล่านี้ร่วมกันตัดช่องทางการไหลของทุนเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์และอีเธอเรียมโดยตรง
ส่งผลให้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ร่วงลงมากกว่า 12% จากระดับสูงสุดราว 84,000 ดอลลาร์ เหลือเพียง 76,839 ดอลลาร์ หรือราว 1.1 ล้านบาท ห่างจากระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 39% ขณะที่อีเธอเรียมก็ร่วงกว่า 7% ภายในวันเดียว โดยแตะระดับต่ำสุดที่ 2,243 ดอลลาร์ คิดเป็นการลดลงมากกว่า 54% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเดิม
มูลค่าตลาดรวมของคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดลดลงจาก 3 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 2.66 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 493 ล้านล้านวอน ส่งผลให้มีการบังคับปิดสถานะกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 36.3 ล้านล้านวอน) ภายใน 2 วัน และหากนับตั้งแต่วันพฤหัสฯ การชำระบัญชีสะสมทะลุ 54,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 78.4 ล้านล้านวอน) ขณะที่ปริมาณมูลค่าคงค้างในตลาดอนุพันธ์คริปโตลดลงสู่ระดับ 242,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 35 ล้านล้านวอน ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน
ข้อมูลจากผู้ให้บริการวิเคราะห์เชิงลึก ‘แซนติเมนต์(Santiment)’ เผยว่ากลุ่มผู้ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่มียอดขายสุทธิถึง 10,000 BTC ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่การไหลเข้าของสินทรัพย์ไปยังตลาดแลกเปลี่ยนก็มีแนวโน้มลดลง สะท้อนว่า ‘แรงซื้อสะสมต้นทุนต่ำ’ ยังไม่ปรากฏชัดเจน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ขณะนี้กลุ่มนักลงทุนระยะสั้นอยู่ในช่วง ‘ขาดทุนทางบัญชี’ ตามดัชนี NUPL (กำไร-ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งกำลังเข้าสู่ ‘โซนเทขาย’ แล้ว ถึงแม้ตัวเลขยังไม่แตะระดับรุนแรงเท่ากับช่วงขาลงครั้งก่อน ความไม่แน่นอนก็ยังคงสูงมาก
ในภาพรวม เหล่านักวิเคราะห์มองว่า ‘ปรากฏการณ์ราคาร่วง’ ครั้งนี้เป็นปฏิกิริยาเกินจริงจากแรงกดดันด้านสภาพคล่อง มากกว่าภาวะวิกฤตจากภายในตลาด โดยต้องจับตาการฟื้นตัวว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงไล่ซื้อจากนักลงทุนรายใหญ่หรือไม่ แต่ในระยะสั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าการกลับตัวจะยังล่าช้า
สรุปแล้ว การร่วงลงในครั้งนี้ของตลาดคริปโตสะท้อนว่าอุตสาหกรรมยังคงโยงใยแน่นแฟ้นกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม และมีความเปราะบางต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากธนาคารกลางสหรัฐ ความตึงเครียดจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ หรือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในญี่ปุ่นและตะวันออกกลางก็ตาม
ความคิดเห็น 0