กระแสความสนใจของนักลงทุนกำลังหวนกลับมาสู่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะชะงักงันของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม ขณะที่ทางด้านเอฟเกนี กาเยวอย(Evgeny Gaevoy) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทวินเทอร์มูท(Wintermute) ซึ่งเป็นบริษัทเทรดดิ้งระดับโลก ระบุว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง ‘การกลับสู่คุณภาพ’ โดยมีบิตคอยน์และอีเธอเรียมเป็นแกนหลัก และถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม
วินเทอร์มูทก่อตั้งขึ้นในปี 2017 เป็นผู้ให้บริการสภาพคล่องทั้งในตลาดซื้อขายรวมศูนย์และไร้ศูนย์กลาง โดยมีสินทรัพย์คริปโตมากกว่า 250 รายการในพอร์ตการดำเนินงาน กาเยวอยกล่าวว่า "โมเดลธุรกิจของเรามุ่งเน้นการผสานกลยุทธ์และสัญญาณจากตลาดที่หลากหลายบนหลายแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับการทำมาร์เก็ตเมกกิงอย่างมีประสิทธิภาพ" ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของบริษัท
กาเยวอยวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า ‘อัลต์คอยน์’ ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก โดยเม็ดเงินของนักลงทุนกระจุกตัวอยู่ในบิตคอยน์และอีเธอเรียมเป็นหลัก ขณะที่เหรียญอื่นๆ ถูกมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่มักเข้าตลาดล่าช้าเมื่อราคาเริ่มสูงขึ้นแล้ว เขาระบุว่า “บ่อยครั้งที่บริษัทร่วมทุน(Venture Capital) จะเข้าลงทุนก่อน และกอบโกยกำไรออกไป ทิ้งโอกาสน้อยนิดไว้ให้กับนักลงทุนทั่วไป”
จากสถานการณ์ข้างต้น เม็ดเงินจึงกลับมาหลั่งไหลเข้าสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น ‘สเตเบิลคอยน์’, บิตคอยน์ และอีเธอเรียม ซึ่งเขามองว่าแนวโน้มนี้จะยังดำเนินต่อไป โดยมี *“สินทรัพย์คุณภาพ”* เป็นที่ยึดเหนี่ยวของสภาพคล่องในตลาด
นอกจากนี้ กาเยวอยให้ความเห็นว่า การที่จำนวนบริษัทคริปโตใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการบริหารเงินทุนสำรอง (Treasury) มากขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงในแง่ของ *“การเจือจางของตลาด”* เขาอธิบายว่า “การขยายตัวของคริปโตเทรเชอรีทำให้มีการปล่อยสินทรัพย์ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีจริง และความสนใจในเหรียญที่ไม่ใช่ตัวหลักก็จะฟื้นตัวยากขึ้น” พร้อมชี้ว่าตลาดกำลังเต็มไปด้วยเหรียญที่มีพื้นฐานไม่แข็งแรงและราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
ส่วนโครงสร้างของตลาดที่เริ่มพัฒนาขึ้นสะท้อนได้จากการเติบโตของ *“ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์”* โดยเฉพาะ *“ออปชัน”* ซึ่งเขาเชื่อว่ามีบทบาทในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุนสถาบัน โดยเขายกตัวอย่างว่าสหรัฐและยุโรปพัฒนาโครงสร้างของตลาดอนุพันธ์ได้ดีกว่าเอเชีย และมีการออกแบบกลยุทธ์เพื่อบริหารอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนอย่างซับซ้อน แต่ในฝั่งนักลงทุนรายย่อยยังคงพึ่งพาสัญญาแบบ Perpetual Contract เป็นหลัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตลาดในระยะยาว
ในแง่ของ *“ตลาดการทำนายผล (Prediction Market)”* กาเยวอยเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ให้บริการสภาพคล่อง เพราะมีความเป็นไปได้ในการเกิด ‘ข้อมูลภายใน’ และเกิดภาวะ *“ความไม่สมดุลของข้อมูล”* ตามมาด้วยการตัดสินใจที่มีอคติ เขาเตือนว่า “ในตลาดที่ช่องว่างของข้อมูลระหว่างผู้เล่นกว้างเกินไป การจัดหาสภาพคล่องต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ”
เขายังพูดถึงความผันผวนของ *หุ้นแบบโทเคน (Tokenized Stock)* ในช่วงสุดสัปดาห์ ระบุว่าเมื่อ *ตลาดหุ้นดั้งเดิมปิดทำการ* แต่ ‘หุ้นโทเคน’ ยังคงมีการซื้อขายบนแพลตฟอร์มคริปโต ก็จะเกิดภาวะ *“ขาดสภาพคล่องและความไม่สมดุลของข้อมูล”* ซึ่งเป็นแหล่งรวมความเสี่ยงที่ยากต่อการควบคุม
แม้สภาพตลาดยังนิ่งเงียบ แต่กาเยวอยเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงของ ‘ทัศนคติ’ นักลงทุนนั้นใกล้เข้ามา เขากล่าวว่า “ราคาบิตคอยน์แม้จะเคลื่อนไหวในกรอบและความผันผวนลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เมื่อจังหวะมา ความคิดของนักลงทุนจะเปลี่ยน และจะเกิดการหันกลับมาลงทุนใหม่”
ปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดที่เขาให้ความสำคัญคือ *“การเมืองสหรัฐ”* โดยกาเยวอยระบุว่า *หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งถัดไป* ก็จะมีผลต่อทิศทางของนโยบายกำกับดูแลโดยตรง “หากกรอบนโยบายไม่แข็งแรงพอ หลายโครงการในคริปโตอาจได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง” เขากล่าว
ในภาพรวม ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งด้าน *ยูทิลิตี้, ความลึกของตลาดอนุพันธ์, และความเชื่อมั่นที่มุ่งกระจุกในสินทรัพย์คุณภาพสูง* ซึ่งความเข้าใจในโครงสร้างแบบลึกซึ้งจะเป็นกุญแจใน ‘การวางแผนกลยุทธ์ด้านการลงทุน’ อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0