ศาลฎีกาสหรัฐปักธง ‘IEEPA ไม่มีอำนาจเก็บภาษีนำเข้า’ ตัดแขน ‘ทรัมป์’ ใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉินเป็นฐานตั้งกำแพงภาษีอย่างกว้างขวาง ส่งสัญญาณเปลี่ยนเกมทั้งด้านนโยบายการค้า การเงินโลก และตลาดคริปโตที่เคย ‘สะดุ้ง’ ทุกครั้งที่มีข่าวภาษีศุลกากรจากทำเนียบขาว
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของสื่อกระแสหลักในสหรัฐ ศาลฎีกาสหรัฐวินิจฉัยชัดว่า กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ ‘IEEPA’ ไม่ได้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีใช้เป็นฐาน ‘เก็บภาษีนำเข้า’ โดยตรง และการนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ในภาวะปกติ (peacetime) เพื่อดันภาษีนำเข้าขึ้นแบบครอบคลุม ถือเป็นการออกนอกกรอบที่รัฐสภาอนุญาต
ในคำพิพากษา ศาลระบุว่า “IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า” พร้อมชี้ว่าในช่วงเกือบ ‘ครึ่งศตวรรษ’ นับตั้งแต่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้ IEEPA เป็นฐานในการตั้งกำแพงภาษีเลย แม้แต่ครั้งเดียว ศาลจึงมองว่า เมื่อขาดทั้ง ‘ประวัติศาสตร์การใช้งาน’ และในขณะเดียวกันฝ่ายบริหารกลับอ้างอำนาจในระดับกว้างมาก ภาษีที่ออกภายใต้กรอบ IEEPA จึงเกินขอบเขต ‘อำนาจโดยชอบ’ ของประธานาธิบดีอย่างมีนัยสำคัญ
ทรัมป์เคยพยายามผูก ‘ปัญหายาเสพติดจากแคนาดา–จีน–เม็กซิโก’ และการเสื่อมถอยของฐานการผลิตในประเทศ เข้ากับแนวคิด ‘ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ’ เพื่อใช้เป็นเหตุเปิดสวิตช์ IEEPA และผลักดันภาษีนำเข้ารอบใหม่ แต่ศาลฎีกาไม่รับตรรกะนี้ โดยชี้ว่า การตอบสนองภัยคุกคามด้านความมั่นคงเป็น ‘อำนาจตามตำแหน่ง’ ของประธานาธิบดีก็จริง ทว่า การออกแบบโครงสร้างภาษีถาวรแบบครอบคลุม เป็นเรื่องที่ต้องอาศัย ‘การมอบอำนาจอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส’ ไม่ใช่ตีความขยายจากกฎหมายภาวะฉุกเฉิน
อีกนัยหนึ่งคือ ศาลกำลังส่งสัญญาณว่า ‘กำแพงภาษี’ โดยเฉพาะในยามปกติ ต้องย้อนกลับไปอยู่ในกรอบของกฎหมายภาษีและการค้าระหว่างประเทศที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ ไม่ใช่ยก IEEPA ขึ้นมาเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์สำหรับทำสงครามการค้า
‘ทรัมป์’ เดือดใส่ศาลสูง ลั่น “เป็นคำตัดสินที่น่าอาย – จะหาทางอื่นดันภาษีให้กลับมา”
หลังคำตัดสินเผยแพร่ออกมา ทรัมป์เปิดแถลงข่าวโจมตีองค์คณะผู้พิพากษาอย่างรุนแรง โดยอ้างอิงรายงานของโพลิติโก ทรัมป์กล่าวว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้เรื่องภาษีถือเป็น “ความผิดหวังอย่างยิ่ง” และพุ่งเป้าไปที่ผู้พิพากษาบางคนว่าขาด ‘ความกล้าพอที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องต่อประเทศ’ พร้อมระบุว่าเป็นคำตัดสินที่ ‘น่าอาย’
แม้อำนาจใช้ IEEPA วางกำแพงภาษีจะถูกศาลตัดวงจรไปแล้ว แต่ทรัมป์ก็ไม่ปิดบังเลยว่า ตั้งใจจะ ‘รีบูทนโยบายภาษี’ ผ่านช่องทางอื่น โดยย้ำว่าจะ “ดึงภาษีกลับมาในรูปแบบที่ต่างออกไป” ท่าทีดังกล่าวทำให้ตลาดการเงิน รวมถึงคริปโต ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านนโยบายต่อไป
ตลอดปี 2025 แผนภาษีนำเข้าของทรัมป์เป็นหนึ่งในตัวแปรที่เขย่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก ทุกครั้งที่มีข่าว ‘เตรียมขึ้นภาษี’ หรือโพยรายการสินค้าที่อาจโดนเก็บเพิ่มถูกโยนออกมา ทั้งตลาดคริปโตและตลาดหุ้นสหรัฐก็มักตอบสนองทันทีด้วยแรงขายกดราคาลงแรง สะท้อนว่าความไม่แน่นอนทางการค้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการประเมินความเสี่ยงเชิงมหภาค
นักวิเคราะห์ในวอลสตรีทจำนวนหนึ่งมองว่า คำพิพากษาครั้งนี้ช่วย ‘ลดเพดานความเสี่ยงด้านภาษี’ ลงระดับหนึ่ง เพราะทำให้การตั้งกำแพงภาษีแบบฉุกเฉินโดยลำพังฝ่ายบริหารทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เตือนว่า คำพูดของทรัมป์เรื่อง “วิธีอื่น” ในการฟื้นภาษีนั้น อาจแปลงร่างเป็นความเสี่ยงทางการเมืองและกฎหมายรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ
“ภาษีแทนภาษีเงินได้” ฝันหวานของทรัมป์ – ฝันร้ายของตลาดคริปโต
ตั้งแต่ช่วงหาเสียงเมื่อเดือนตุลาคม 2024 ทรัมป์เริ่มปล่อยโรดแมปว่า จะใช้ ‘ภาษีนำเข้า’ มาเป็น ‘ตัวแทน’ ของภาษีเงินได้สหรัฐ โดยย้ำว่ารายได้จากภาษีศุลกากรสามารถช่วยอุดช่องว่างการคลัง และเปิดทางให้หั่นภาษีเงินได้ของบุคคลและครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อปีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในเดือนเมษายน 2025 เขาย้ำแนวคิดอีกครั้งว่า เมื่อรายได้ภาษีจากการค้าต่างประเทศไหลเข้ามาเต็มที่ ค่าใช้จ่ายของชนชั้นกลางจะลดลงในเชิงโครงสร้าง และภาระภาษีก็จะเบาลง ‘อย่างแท้จริง’
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่วันที่ 10 ตุลาคม 2025 เมื่อทรัมป์ประกาศแผน ‘ภาษี 100%’ ครอบคลุมสินค้า ‘เมดอินไชน่า’ แทบทั้งตะกร้า ข่าวนี้กลายเป็นสปาร์กที่ทำให้ตลาดการเงินเข้าสู่โหมดแพนิค
ทันทีหลังประกาศ ‘100% ภาษีจีน’ ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ที่ซื้อขายบริเวณ 122,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 176.8 ล้านบาท) ร่วงลงอย่างรวดเร็วสู่โซน 107,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 155.1 ล้านบาท) ในช่วงเวลาอันสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐก็ทรุดตัวพร้อมกัน สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขายแบบวงกว้าง
ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ออนเชนและพฤติกรรมตลาด ‘แซนติเมนต์(Santiment)’ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะชี้หลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งเลเวอเรจที่สูงเกินไป ราคาคริปโตที่ร้อนแรงเกินพื้นฐาน และแรงขายทำกำไรจากรอบขาขึ้นก่อนหน้า แต่บรรดาเทรดเดอร์จำนวนมากกลับมองว่าทริกเกอร์หลักคือ ‘ภาษีจีน 100%’ ที่สร้างความกังวลเรื่อง ‘การชะลอตัวของการค้าโลก’ และ ‘การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สะดุด’ ทำให้กองทุนและนักลงทุนสถาบันหันมา ‘ดีเลเวอเรจ’ หรือเร่งลดการใช้เลเวอเรจในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโตอย่างพร้อมเพรียง
แม้ภายหลังรัฐบาลทรัมป์ค่อยๆ ถอยจากจุดสูงสุดของแผนภาษี หรือเลื่อนมาตรการบางส่วนออกไป แต่รอยแผลจากช็อกดังกล่าวยังไม่หายไปจากตลาดคริปโต จนถึงตอนนี้ ‘บิตคอยน์’ ซึ่งเคยสร้างจุดสูงสุดใหม่แถว 125,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 181.1 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2025 ยังซื้อขายอยู่ต่ำกว่าจุดพีกราวครึ่งหนึ่ง
แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณผ่อนโทนในบางจังหวะ หรือชะลอการบังคับใช้ภาษี แต่ผู้เล่นในตลาดยังคง ‘คิดเผื่อ’ ว่า เขาสามารถชักดาบ ‘การค้าฉุกเฉิน’ ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ จึงใส่ ‘ส่วนเพิ่มความเสี่ยงด้านนโยบาย’ เข้าไปในราคาสินทรัพย์ความเสี่ยง รวมถึงคริปโตอย่างชัดเจน
คำพิพากษาศาลสูงช่วยให้คริปโตได้พักหายใจ – แต่ความเสี่ยงการเมืองยังอยู่ครบ
จากมุมมองตลาดคริปโต คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐในครั้งนี้ เท่ากับการยืนยันว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถใช้ IEEPA เพื่อผลักดันภาษีนำเข้าอย่างพลการได้ง่ายๆ อีกต่อไป การตั้งภาษีและกำหนดทิศทางการค้าจะต้องย้อนกลับไปอยู่ภายใต้กรอบ ‘การเจรจากับสภา’ และกระบวนการออกกฎหมายปกติ ซึ่งทำให้ ‘ความเสี่ยงจากเซอร์ไพรส์ภาษี’ ลดลง
สำหรับคริปโตและตลาดหุ้นที่เคยเหวอทุกครั้งที่มีข่าวกำแพงภาษี นี่เป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น เพราะช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากข่าวนโยบายฉุกเฉินแบบวันต่อวัน หากโอกาสที่ภาษีจะถูกยกขึ้นแบบทันทีทันใดลดลง ราคาก็ย่อมสะท้อนความเสี่ยงเชิงนโยบายในระดับที่ ‘สงบ’ กว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ทิ้งปริศนาเรื่อง “วิธีอื่น” เอาไว้ ทำให้ตลาดต้องจับตาช่องทางกฎหมายอื่นๆ ที่อาจถูกหยิบมาใช้ โดยเฉพาะ ‘มาตรา 232 ของกฎหมายการค้า’ ที่เปิดช่องให้จำกัดการนำเข้าโดยอ้างภัยคุกคามด้านความมั่นคง รวมถึงการปรับกฎระเบียบทางการค้าและภาษีผ่านเส้นทางทางกฎหมายอื่นที่มีอยู่เดิม
นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาในช่วงต่อไป ก็อาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายภาษี การค้า และกฎระเบียบต่อคริปโตได้ในวงกว้าง จึงยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ‘ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย’ ถูกขจัดออกจากตลาดแล้ว
ท้ายที่สุด คำพิพากษาศาลฎีกาครั้งนี้ถือเป็นการ ‘ล็อกกรอบ’ อำนาจด้านภาษีของทรัมป์ในเชิงกฎหมาย แต่ในเชิงการเมืองและโครงสร้างอำนาจในวอชิงตัน ยังมีความเป็นไปได้ที่กติกาด้านการค้าและกฎระเบียบโดยรอบคริปโตจะสั่นคลอนอีกครั้ง หากสมการทางการเมืองเปลี่ยนไป
‘ความคิดเห็น’ สำหรับนักลงทุนในตลาดคริปโต บทเรียนที่สำคัญคือ ราคาของบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลหลักยังคงไวต่อปัจจัยมหภาคและข่าวนโยบายจากสหรัฐอย่างมาก การโฟกัสแค่กราฟหรือปัจจัยภายในตลาดคริปโตอาจไม่พอ จำเป็นต้องมองภาพใหญ่ตั้งแต่ทิศทางนโยบายการค้า ภาษี การคลัง ไปจนถึงบทบาทของศาลและสภาในการถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดี เพื่อลดโอกาสถูกช็อกจาก ‘ข่าวกะทันหัน’ รอบต่อไปในตลาดคริปโต
ความคิดเห็น 0