เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘กองทุนและผลิตภัณฑ์ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล’ เจอกระแสเงินไหลออกเพิ่มอีก 2.88억달러(ประมาณ 4,158억원) ทำให้แนวโน้มการเทขายต่อเนื่องยาวเป็น ‘สัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน’ ขณะที่ฝั่ง ‘숏 비트코인(Short Bitcoin)’ หรือผลิตภัณฑ์ที่เก็งกำไรขาลงกลับมีเงินไหลเข้า สะท้อนภาพนักลงทุนหันมาโฟกัสการป้องกัน ‘ความผันผวน’ มากกว่าคาดหวังการรีบาวด์ของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และตลาดคริปโตโดยรวม
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) บริษัทจัดการกองทุน ‘คอยน์แชร์ส(CoinShares)’ เปิดเผยว่า ช่วง 5 สัปดาห์หลังสุดมีเงินไหลออกจากผลิตภัณฑ์ลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัลสะสมแล้วกว่า 4억달러(ราว 5조7,748억원) ขณะที่ ‘มูลค่าซื้อขายต่อสัปดาห์’ หดตัวเหลือเพียง 17억달러 ซึ่งเป็นระดับ ‘ต่ำสุด’ นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025 สะท้อนว่าบรรยากาศการเทรดซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด
‘สหรัฐ’ เทขายต่อเนื่อง แต่ ‘ยุโรป–แคนาดา’ เดินหน้าเก็บของ
ข้อมูลจากคอยน์แชร์สระบุว่า การเคลื่อนไหวของเม็ดเงินข้ามภูมิภาคเริ่มแตกต่างกันชัดเจน ด้าน ‘สหรัฐอเมริกา’ มียอด ‘เงินไหลออกสุทธิ’ จากผลิตภัณฑ์ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 3.47억달러ภายในหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่ ‘ยุโรป’ และ ‘แคนาดา’ กลับมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิรวมราว 5,900만달러
หากดูเป็นรายประเทศ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ ครองแชมป์เงินไหลเข้าสูงสุดที่ 1,950만달러 ตามด้วย ‘แคนาดา’ 1,680만달러 และ ‘เยอรมนี’ 1,620만달러 แนวโน้มดังกล่าวถูกมองว่าเป็นผลผสมจากทั้ง ‘ความต่างด้านกฎระเบียบ–ภาษี’ รวมถึง ‘มุมมองต่อปัจจัยมหภาค’ ที่ไม่เหมือนกันในแต่ละตลาด โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐที่ความหวั่นใจต่อ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ เพิ่มขึ้นชัด ทำให้การ ‘ขายทำเงินสด’ ในผลิตภัณฑ์คริปโตยังคงเหนือกว่าการเข้าซื้อใหม่
‘บิตคอยน์(BTC)’ ถูกขายหนัก 2.15억달러 แต่เงินทะลักเข้า ‘숏 비트코인’
ในมุมแยกตามประเภทสินทรัพย์ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังเป็นตัวหลักที่ถูกเทขาย โดยมียอดเงินไหลออก 2.15억달러 ภายในสัปดาห์เดียว ตอกย้ำภาพโมเมนตัมขาลงของสินทรัพย์เบอร์หนึ่งของตลาดคริปโต
ในทางตรงกันข้าม ผลิตภัณฑ์ ‘숏 비트코인(Short Bitcoin)’ หรือกองทุนที่ทำกำไรเมื่อราคาบิตคอยน์ปรับตัวลง กลับมีเงินไหลเข้าเพิ่ม 550만달러 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มหันมาซื้อประกันความเสี่ยงขาลง มากกว่าจะวางเดิมพันว่าราคาจะเด้งกลับในระยะสั้น
ฝั่งอลต์คอยน์ แม้ ‘ริ플(XRP)’, ‘โซลานา(SOL)’ และ ‘เชนลิงก์(LINK)’ จะมีเงินไหลเข้ารวมกันราว 800만달러 แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยแรงขายในตลาดภาพใหญ่ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ลงทุนใน ‘อีเธอเรียม(ETH)’ มียอดไหลออก 3,650만달러 ส่วนผลิตภัณฑ์ ‘มัลติแอสเซ็ต’ ถูกขายเพิ่มอีก 3,250만달러 และผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิง ‘ทรอน(TRX)’ มีเงินไหลออก 1,890만달러 ตามลำดับ
ราคาบิตคอยน์สั่นคลอนหลัง ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ดีดดอกเบี้ยภาษีนำเข้า
ด้านราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังคงแกว่งตัวตามข่าวการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยหลังการประกาศนโยบายภาษีนำเข้าชุดใหม่ของ ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ราคาบิตคอยน์เคยไหลลงไปต่ำกว่า 65,000달러 ก่อนจะดีดกลับมาทรงตัวบริเวณ 66,000달러 ณ ช่วงเวลารายงานข่าว
ตามข้อมูลจาก ‘คอยน์เก코(CoinGecko)’ บิตคอยน์ในปีนี้ยังอยู่ในภาวะติดลบสะสมราว ‘24%’ ทำให้ตลาดยิ่งไวต่อความไม่แน่นอนด้านมหภาค ทั้งเรื่องการค้า ดอกเบี้ย และแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ‘ความคิดเห็น’ ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มให้ความสำคัญกับการ ‘ป้องกันความเสี่ยง’ มากกว่าการไล่ราคา
เมื่อเม็ดเงินฝั่งสปอตและฝั่ง ‘롱(ฝ่ายซื้อเก็งกำไรขาขึ้น)’ ชะลอตัว แต่ความต้องการในฝั่ง ‘숏 비트코인’ กลับฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน จึงถูกมองว่า ‘ธีมใหญ่’ ในระยะสั้นของตลาดคริปโตคือการ ‘เฮดจ์ความผันผวน’ มากกว่าการเสี่ยงเปิดสถานะตามทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างมั่นใจ
เงินก้อนใหญ่ไหลเข้า ‘กระดานเทรด’ จุดสัญญาณระวังแรงขาย
อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตา คือการเคลื่อนย้ายบิตคอยน์จำนวนมากเข้าสู่ ‘ศูนย์ซื้อขายคริปโต(เอ็กซ์เชนจ์)’ ซึ่งโดยทั่วไปมักถูกตีความว่าเป็น ‘สัญญาณเตรียมขาย’ และมีโอกาสเพิ่มแรงผันผวนในระยะสั้น
อ้างอิงข้อมูลออนเชนจากบริษัทวิเคราะห์ ‘อาคัม อินเทลิเจนซ์(Arkham Intelligence)’ พบว่า กระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับเทรดเดอร์ชื่อ ‘แกร์เร็ต จิน(Garrett Jin)’ ได้โอนบิตคอยน์จำนวน 6,318BTC (มูลค่าราว 4.25억달러) ไปยังกระดานเทรดไบ낸ซ์(Binance) เมื่อเร็ว ๆ นี้
ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ยังมีบิตคอยน์อีกประมาณ 3.36억달러 ไหลเข้าไบ낸ซ์เช่นกัน ทำให้ยอดเคลื่อนย้ายบิตคอยน์รวมในวันนั้นแตะ 11,318BTC หรือราว 7.61억달러
โดยปกติแล้ว เมื่อ ‘วาฬ’ หรือกระเป๋าเงินรายใหญ่ย้ายเหรียญเข้าเอ็กซ์เชนจ์ในปริมาณมาก ตลาดมักกังวลว่าเหรียญดังกล่าวอาจถูก ‘เทขาย’ ลงสมุดคำสั่ง (Order Book) และสร้างแรงกดดันต่อราคาในช่วงสั้น ทั้งนี้ ในกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับแกร์เร็ต จิน ยังมีบิตคอยน์เหลืออยู่ราว 9,300BTC (ประมาณ 6.27억달러) และอีเธอเรียม(ETH) อีกกว่า 548,000ETH ซึ่งมีมูลค่ารวมเกิน 10억달러
‘ความคิดเห็น’ ในจังหวะที่เงินลงทุนไหลออกต่อเนื่อง แถมปริมาณซื้อขายโดยรวมก็หดตัว การวางเดิมพันด้านทิศทางราคามักถูกลดขนาดลง ขณะที่ ‘ดีมานด์ด้านการบริหารความเสี่ยง’ จะเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาแทน นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่า ‘ตัวแปรหลัก’ ที่จะกำหนดบรรยากาศตลาดในช่วงถัดไป คือ
- สัญญาณจาก ‘ปัจจัยมหภาค’ และนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ
- การเคลื่อนไหวของ ‘กระเป๋าเงินรายใหญ่(วาฬ)’
- และการกลับมาของ ‘เงินฝั่งสปอตในบิตคอยน์(BTC)’ ว่าจะไหลกลับเข้าตลาดได้มากน้อยเพียงใด
หากเงินใหม่ยังไม่กลับ และวาฬยังคงทยอยส่งเหรียญขึ้นกระดานเทรด ธีม ‘ป้องกันความเสี่ยง–เล่นกับความผันผวน’ มีโอกาสจะยังอยู่กับตลาดคริปโตไปอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่ภาพจะชัดเจนขึ้นว่าเงินทุนจะเลือกย้ายไปทาง ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ หรือ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ เป็นหลักในรอบถัดไป
ความคิดเห็น 0