Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สหรัฐฯ เดือด! ‘กฎหมายคลาริตี้(CLARITY Act)’ ชี้ชะตา DeFi และเส้นแบ่งความรับผิดนักพัฒนาโอเพ่นซอร์ส

ทำเนียบขาวกำหนดเส้นตายหารือ ‘กฎหมายคลาริตี้(CLARITY Act)’ ไว้ในวันที่ 1 มีนาคม ส่งผลให้สมรภูมิ ‘กฎเกณฑ์คริปโต’ ในกรุงวอชิงตันร้อนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเด็นใหญ่ที่ทุกฝ่ายจับตา คือจะจัดการกับ ‘การเงินแบบกระจายศูนย์(DeFi)’ ในกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตอย่างไร และจะเขียนเรื่อง ‘ความรับผิดของนักพัฒนา’ แบบไหนไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศทั้งหมด

เมื่อวันที่ 27 (เวลาท้องถิ่น) พรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐเตรียมจัดการประชุมเพิ่มเติมช่วงบ่าย เพื่อเดินหน้าหารือร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตต่อไป ก่อนเข้าห้องประชุม กลุ่มล็อบบี้อุตสาหกรรมบล็อกเชนชื่อ ‘สมาคมบล็อกเชน(The Blockchain Association)’ ได้กลับเข้ามาเคลื่อนเกมในสภาคองเกรสอีกครั้ง โดยมุ่งล็อบบี้เรื่องการกำหนด DeFi และความรับผิดชอบของนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สในร่างของคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาให้ชัดเจนในเชิงคุ้มครองนักพัฒนา

สมาคมบล็อกเชนระบุว่า รอบล็อบบี้ครั้งนี้โฟกัสที่ ‘หมวด III (Title III)’ ของร่าง และการรักษาเนื้อหากฎหมาย ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบบล็อกเชน(BRCA·Blockchain Regulatory Certainty Act)’ เอาไว้ให้มากที่สุด เบื้องหลังคือความกังวลว่าหากมีการขยายความรับผิดของนักพัฒนาอย่างกว้างเกินไป อาจทำให้ระบบนิเวศ DeFi ถูกบีบจนหดตัวหรือไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาได้อย่างแท้จริง

ผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) สมาคมเปิดเผยว่า ผู้นำจาก 18 บริษัทสมาชิกกำลังเดินสายพบเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน ส.ว. รวม 24 แห่ง ทั้งในคณะกรรมาธิการธนาคาร และคณะกรรมาธิการเกษตรของวุฒิสภา เพื่ออธิบายผลกระทบของถ้อยคำในร่างกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

สมาคมย้ำว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ภาษากฎหมายเชิงเทคนิค’ แต่โยงตรงไปถึง ‘ขีดความสามารถด้านนวัตกรรม’ ของสหรัฐฯ โดยตรง สมาคมระบุว่า “การพบปะวันนี้คือบททดสอบว่า สหรัฐฯ จะยึดมั่นในคำสัญญาต่อ ‘นวัตกรรมแบบเปิด’ และต่อเหล่านักพัฒนาที่สร้าง ‘ซอฟต์แวร์แบบไร้การอนุญาต(permissionless software)’ หรือไม่”

สมาคมยังย้ำจุดยืนเดิมว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายที่ ‘แยกให้ชัด’ ระหว่างนักพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ ‘ไม่รับฝากทรัพย์สิน(non-custodial)’ กับผู้ให้บริการการเงินตัวกลางที่ ‘ควบคุมเงินของลูกค้า’ จริงๆ เพราะหากใช้ข้ออ้างเรื่องการทำกรอบโครงสร้างตลาดคริปโตแบบครอบคลุม แล้วขยายขอบเขตนิยามกว้างไปถึงตัว ‘โค้ด’ และ ‘ผู้เขียนโค้ด’ มากเกินไป DeFi โปรโตคอลจำนวนมากอาจถูกผลักให้กลายเป็นโครงสร้างที่ ‘แทบอยู่ไม่ได้’ ในทางปฏิบัติ

‘ใครคือผู้รับฝากทรัพย์สิน’ และ ‘ใครคือแค่คนเขียนโค้ด’ จึงกลายเป็นเส้นแบ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังต่อรองกันอยู่

แก่นของข้อถกเถียงอยู่ที่คำถามว่า ‘จะเอากฎไปใช้กับนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สหรือไม่ และแค่ไหนจึงพอ’ ฝั่งสมาคมบล็อกเชนมองว่า นักพัฒนาที่เผยแพร่โค้ดโดยไม่ได้รับฝากหรือจัดการทรัพย์สินของผู้ใช้ ไม่ควรถูกจัดชั้นเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ไกล่เกลี่ยทางการเงินภายใต้กรอบเดียวกับผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สิน

สมาคมระบุชัดว่า “นักพัฒนาโอเพ่นซอร์สไม่ควรถูกปฏิบัติเสมือนเป็น ‘ตัวกลางทางการเงิน’ หากเขาไม่ได้รับฝากหรือควบคุมทรัพย์สินของลูกค้า” พร้อมเสริมว่า หากออกแบบนโยบายได้ถูกทิศทาง สหรัฐฯ ยังมี ‘โอกาสสำคัญ’ ที่จะขึ้นมานำในนวัตกรรม DeFi ระดับโลก

ซัมเมอร์ เมอร์ซิงเกอร์(Summer Mersinger) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) ของสมาคมบล็อกเชน โพสต์ย้ำในวันเดียวกันว่า การปกป้องนักพัฒนาเป็น ‘ฐานรากของคลื่นนวัตกรรมลูกถัดไปของสหรัฐฯ’ เธอมองว่าที่ยิ่งร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดเดินหน้า ก็ยิ่งต้อง ‘ขีดเส้นแบ่งให้ชัด’ ระหว่างผู้ที่ถือครองและควบคุมเงินของผู้บริโภค กับผู้ที่แค่พัฒนาและเผยแพร่ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส

อีกด้านหนึ่ง ในสภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มมีการขยับในแนวทาง ‘ปกป้องนักพัฒนา’ แบบสองพรรคเห็นพ้อง(ไบพาร์ติซาน) เช่นกัน ตามรายงานของนักข่าวสายคริปโต เอลีเนอร์ เทอร์เรตต์(Eleanor Terrett) เมื่อวันที่ 27 (เวลาท้องถิ่น) ส.ส. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์(Scott Fitzgerald), เบน ไคลน์(Ben Cline) และ โซ ลอฟกริน(Zoe Lofgren) ได้เสนอร่างกฎหมายชื่อ ‘กฎหมายส่งเสริมนวัตกรรมการพัฒนาบล็อกเชน ปี 2026 (Promoting Innovation in Blockchain Development Act of 2026)’

ร่างฉบับนี้มุ่ง ‘ตีกรอบให้ชัด’ ว่าบทลงโทษอาญาของกฎหมายกลาง ‘มาตรา 1960 (Section 1960)’ ใช้กับใครบ้าง โดยมีเป้าหมายหลักคือ ‘กันนักพัฒนาซอฟต์แวร์ออกจากความเสี่ยงการถูกดำเนินคดี’ เดิมที มาตรา 1960 ถูกออกแบบมาเพื่อเล่นงานผู้ให้บริการโอนเงินที่รับฝากเงินลูกค้าแต่ไม่มีใบอนุญาต แต่ในโลกคริปโต มีความเสี่ยงว่าบทบัญญัติดังกล่าวจะถูกใช้ตีความกว้างมาถึงนักพัฒนาที่ไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินของผู้ใช้โดยตรง

ร่างกฎหมายฉบับ ส.ส. ทั้งสามคน จึงเขียนให้ชัดเจนว่ามาตรา 1960 จะใช้ได้เฉพาะกับ ‘ผู้ที่ควบคุมทรัพย์สินของผู้ใช้จริงๆ’ เท่านั้น และ ‘ไม่รวม’ นักพัฒนาที่แค่เขียนหรือเผยแพร่โค้ดโปรโตคอล แนวคิดนี้สะท้อนข้อเรียกร้องของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการเห็น ‘เกณฑ์เดียวกันนี้’ ถูกนำไปใส่ไว้ใน ‘กฎหมายคลาริตี้(CLARITY Act)’ ด้วย

ด้วยกรอบเวลาเจรจาที่กระชั้นเข้ามา ‘กติกา DeFi’ และ ‘หลักประกันคุ้มครองนักพัฒนา’ กำลังกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่อาจช่วย “ล็อกความปลอดภัย” ของกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต หรือในมุมกลับกัน อาจกลายเป็น “ประตูสู่การขยายกฎคุมเข้ม” ก็ได้ สุดท้ายทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับผลต่อรองระหว่างวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ ในวอชิงตัน ซึ่งมีแนวโน้มจะกำหนดทั้ง ‘สปีดของนวัตกรรมคริปโต’ และ ‘ภูมิทัศน์การแข่งขัน’ ของอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ไปอีกหลายปีข้างหน้า ‘DeFi’ และ ‘นักพัฒนาโอเพ่นซอร์ส’ จึงไม่ใช่แค่ผู้เล่นเทคนิคหลังบ้าน แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรหลักในเกมนโยบายคริปโตของอเมริกาในเวลานี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1