โทเค็น ‘เรฟ(RAVE)’ ของโปรเจกต์ 리브다오(RaveDAO) กลายเป็นจุดสนใจของตลาดคริปโต หลังราคาพุ่งแรงในเวลาอันสั้นพร้อม ‘การชำระบัญชีขนาดใหญ่’ ของสัญญาฟิวเจอร์สตามมา นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการดีดตัวครั้งนี้เป็นผลจาก ‘เลเวอเรจเกินตัว’ และ ‘ชอร์ตสกวอซ(Short Squeeze)’ มากกว่าจะเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน
ตลอด 7 วันที่ผ่านมา RAVE ซึ่งก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครรู้จัก กลับปรับตัวขึ้นราว ‘4,500%’ ดันมูลค่าตลาดจากราว 6,000万ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 890億บาท) ไปแตะโซน 28億ดอลลาร์ (ราว 4兆1,500億บาท) ในช่วงเวลาอันสั้น ขณะเดียวกัน ภายใน 24 ชั่วโมงล่าสุด มีสัญญาฟิวเจอร์สของ RAVE ถูก ‘ชำระบัญชีบังคับ’ รวมกันราว 4,400万ดอลลาร์ (ประมาณ 652億บาท)
หากเทียบกับ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ในช่วงเวลาเดียวกัน ปริมาณการชำระบัญชีของ BTC อยู่ที่ราว 2億2,900万ดอลลาร์ และของ ETH ราว 1億3,500万ดอลลาร์ ซึ่งในเชิงตัวเลขรวม RAVE ยังเล็กกว่าอย่างชัดเจน แต่หากมองเทียบกับขนาดมูลค่าตลาดแล้ว ‘อัตราส่วนการชำระบัญชี’ ของ RAVE ถือว่าสูงผิดปกติ จนถูกมองเป็น ‘สัญญาณความร้อนแรงเกินจริง’ ของตลาดฟิวเจอร์สในโทเค็นตัวนี้
RaveDAO ระบุว่าตัวเองเป็นแพลตฟอร์มดนตรีเว็บ3 ที่ผสาน ‘วัฒนธรรม EDM’ เข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชน ฟังก์ชันหลักที่โปรเจกต์หยิบมาเป็นจุดขาย ได้แก่ การออกบัตรเข้างานคอนเสิร์ตแบบออนเชน การชำระเงินด้วยคริปโตภายในงาน และการนำรายได้จากอีเวนต์มาใช้เป็นฐานสำหรับ ‘การสเตก(Staking)’ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือโทเค็น โปรเจกต์ยังอ้างถึงการร่วมงานกับกระดานเทรดใหญ่ระดับโลกอย่าง ไบแนนซ์(Binance) และ OKX รวมถึงยอดรายได้ระดับ ‘หลายล้านดอลลาร์’ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ
การชำระบัญชี (Liquidation) ของสัญญาฟิวเจอร์สเกิดขึ้นเมื่อราคาตลาดเคลื่อนตัวสวนทางกับสถานะของนักลงทุนจน ‘ขาดทุนเกินมาร์จิ้น’ ที่วางไว้ ทำให้แพลตฟอร์มซื้อขายต้องปิดสถานะดังกล่าวโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้เทรดจะติดหนี้สินเกินทุนที่วางประกัน
‘ชอร์ตสกวอซ’ จุดชนวนราคาพุ่ง
แรงขับเคลื่อนหลักของการดีดตัวครั้งนี้ถูกโยงไปที่ ‘ชอร์ตสกวอซ’ ข้อมูลการชำระบัญชีชี้ว่า จากยอดชำระบัญชีรวมราว 4,325万ดอลลาร์ มีมากกว่า 3,200万ดอลลาร์ที่มาจาก ‘สถานะชอร์ต’ หรือการเปิดสัญญาเดิมพันว่าราคาจะลง เมื่อตลาดกลับตัวพุ่งขึ้นอย่างแรง สถานะชอร์ตเหล่านี้ถูกบังคับปิดต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดแรงซื้อคืน (Short Cover) อัดเข้ามาเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง *เร่งให้ราคาดีดแรงกว่าเดิม*
มีผู้เล่นบางส่วนในตลาดตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการทั้งหมดอาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ถูก ‘จัดฉาก’ ขึ้นผ่านการเคลื่อนย้ายโทเค็นขนาดใหญ่ระหว่างกระเป๋าและกระดานเทรด ขั้นตอนที่ถูกเล่าโดยเทรดเดอร์คือ หนึ่ง มีโทเค็น RAVE มูลค่ามากถูกโอนเข้า ‘กระดานเทรดแบบรวมศูนย์’ ทำให้ตลาดตีความเป็น ‘สัญญาณจะขายทิ้ง’ เทรดเดอร์จำนวนมากจึงเปิดสถานะชอร์ต สอง หลังจากนั้นไม่นาน โทเค็นส่วนใหญ่กลับถูก ‘ถอนออกไปออนเชน’ อีกครั้ง ทำให้สภาพการขายกดดันหายวับ ส่งผลให้ราคากระชากขึ้นทันที และลากให้สถานะชอร์ตจำนวนมากโดนชำระบัญชีตามลำดับ
ชุมชนเทรดแห่งหนึ่งวิเคราะห์ว่า “มีโทเค็น RAVE มูลค่าประมาณ 3,058万ดอลลาร์ถูกย้ายเข้าไปยังกระดานเทรดจนสร้าง ‘สัญญาณขาลง’ ให้ตลาด ก่อนที่ราว 3,200万ดอลลาร์จะถูกย้ายกลับออกมาออนเชนอีกครั้ง จนกลายเป็นชนวนให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว” ความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้มักถูกจับตามอง เนื่องจากเปิดโอกาสให้เกิดการ ‘ไล่ลวง’ ฝั่งชอร์ตได้ง่าย
โครงสร้างที่กระจุกตัวในมือไม่กี่กระเป๋า
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ RAVE มีความผันผวนรุนแรงคือ ‘การกระจุกตัวของอุปทาน’ ข้อมูลออนเชนเผยว่า โทเค็น RAVE ประมาณ 2億4,800万โทเค็น หรือคิดเป็นราว ‘90% ของอุปทานทั้งหมด’ ถูกถือครองโดยกระเป๋าเพียง 3 ใบเท่านั้น
กระเป๋าเหล่านี้ถูกระบุว่าเป็น ‘Gnosis Safe’ แบบมัลติซิก ซึ่งโดยปกติจะใช้เป็นกระเป๋าที่ทีมโปรเจกต์หรือองค์กรใช้งานร่วมกันในการบริหารเงินทุน เมื่อตลาดมีสภาพที่ ‘โทเค็นส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยผู้เล่นเพียงหยิบมือ’ ทำให้สภาพคล่องในตลาดรองบางลงอย่างมาก ปริมาณคำสั่งซื้อขายที่แท้จริงในตลาดจึงไม่ลึกพอ และราคาอาจ ‘เหวี่ยงขึ้นลงอย่างสุดขั้ว’ จากคำสั่งซื้อขายขนาดไม่ใหญ่นัก
โครงสร้างแบบนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด ‘ชอร์ตสกวอซซ้ำซ้อน’ หรือการบิดเบือนราคา โดยเฉพาะเมื่อตลาดอนุพันธ์มีเลเวอเรจสูง และนักเทรดแห่เข้ามาเปิดสถานะตามกระแส
นักวิเคราะห์นิรนามรายหนึ่งเตือนว่า “กรณีที่ราคาถูกดันขึ้นอย่างรุนแรงด้วยวิธีการคล้ายกันนี้ มักจบลงด้วยการร่วงลงมากกว่า 90% อยู่บ่อยครั้ง” ‘ความคิดเห็น’ ลักษณะนี้สะท้อนความกังวลว่า RAVE อาจเดินซ้ำรอยโทเค็นที่เคยพุ่งแรงแล้วทรุดฮวบในเวลาไม่นาน
กรณีของ ‘เรฟ(RAVE)’ แสดงให้เห็นว่า เมื่อ ‘เลเวอเรจในตลาดฟิวเจอร์ส’ และ ‘การกระจุกตัวของอุปทานโทเค็น’ มาบรรจบกัน ตลาดสามารถถูกบิดเบือนทิศทางได้เร็วและแรงเพียงใด แม้แนวโน้มระยะสั้นยังดูแข็งแกร่ง แต่คำถามเรื่อง ‘ความยั่งยืนของราคา’ และความเสี่ยงต่อการย่อตัวแรงก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในสายตานักลงทุน
ความคิดเห็น 0