สตาร์กแวร์(StarkWare) บริษัทด้านโซลูชัน ‘ซีโร่โนเลจสเกลลิง’ เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและ ‘ลดพนักงาน’ เพื่อเปลี่ยนจากธุรกิจเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มาสู่การสร้าง ‘ผลิตภัณฑ์ที่ทำเงินได้จริง’ อย่างเต็มตัว สะท้อนมุมมองว่าแค่ ‘เทคโนโลยีล้ำ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องพิสูจน์ด้วยรายได้และการใช้งานที่จับต้องได้ในตลาดจริง
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) สื่อคริปโตต่างประเทศรายงานอ้างอิงคำพูดของ เอลี เบน-ซาซอน ซีอีโอของสตาร์กแวร์ ระบุว่าบริษัทจะถูกแบ่งออกเป็น 2 สายธุรกิจหลัก คือฝั่งแอปพลิเคชัน และฝั่งพัฒนา ‘สตาร์กเน็ต(STRK)’ โดยจะ ‘หั่นจำนวนโปรเจกต์’ ลงและโฟกัสแค่ไม่กี่ผลิตภัณฑ์ เพื่อเร่งทั้งความเร็วในการตัดสินใจและประสิทธิภาพการทำงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้เปิดเผยตัวเลขจำนวนพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างอย่างเป็นทางการ
การปรับโครงสร้างของสตาร์กแวร์ครั้งนี้สอดคล้องกับคลื่น ‘รีสตรักเชอร์’ ที่กำลังกระจายไปทั่วอุตสาหกรรมคริปโตในช่วงนี้ ก่อนหน้าไม่นาน เมซซารี, มูลนิธิอัลกอแรนด์ และคริปโตดอทคอม ต่างก็ประกาศลดคนและจัดลำดับความสำคัญของธุรกิจใหม่ โดยจุดร่วมคือการหันมาเน้น ‘ความชัดเจนด้านผลิตภัณฑ์-ตลาด’ และการขยายรายได้ แทนการทุ่มงบเพียงเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐาน
เบน-ซาซอน ซีอีโอของสตาร์กแวร์ย้ำว่า ขั้นต่อไปของบริษัทคือการเปลี่ยนจุดแข็งด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็น ‘รายได้ที่มีนัยสำคัญ’ และ ‘ปริมาณการใช้งานที่มีความหมาย’ เขามองว่าการพึ่งพาเชนภายนอกหรือทีมพัฒนาของบุคคลที่สามเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ ‘มูลค่าของเทคโนโลยีสแตก’ ของสตาร์กแวร์ได้อย่างเต็มที่
เขาระบุว่าจะ “ทำงานให้น้อยลงแต่ทำให้ดีที่สุด” โดยจะให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างกำไรได้จริง และต้องเป็นสิ่งที่ ‘ถูกสร้างบนสแตกเทคโนโลยีของสตาร์กแวร์เท่านั้น’ บริษัทมีแผนจะขยับจากการเป็นผู้ให้บริการอินฟราสตรักเจอร์อย่างเดียว ไปสู่การดูแลตั้งแต่ชั้นโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงตัวผลิตภัณฑ์ครบวงจร เพื่อผลักดันนวัตกรรมให้ไปไกลกว่าเดิม
สัญญาณรัดเข็มขัดไม่ได้เกิดกับสตาร์กแวร์รายเดียว เมื่อวันที่ 17 ที่ผ่านมา เมซซารีประกาศปรับโครงสร้างองค์กรและเปลี่ยนทีมบริหาร โดยจะหันไปโฟกัสหนักกับผลิตภัณฑ์ด้าน ‘เครื่องมือวิจัยและดาต้าที่ใช้เอไอ’ ขณะที่มูลนิธิอัลกอแรนด์ก็ประกาศเมื่อวันที่ 19 ว่าจะลดจำนวนพนักงานลงถึง 25% โดยให้เหตุผลจากความไม่แน่นอนด้านมหภาคและสภาพตลาดคริปโตที่ซบเซายาวนาน
ในวันเดียวกัน คริปโตดอทคอมก็แจ้งแผนลดพนักงานประมาณ 12% ของทั้งองค์กร โดยชี้ว่าต้องการนำทรัพยากรไปลงในโครงการด้าน ‘การผสานเอไอ’ และธุรกิจหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตโดยตรง ‘ความคิดเห็น’ ปรากฏชัดว่าอุตสาหกรรมกำลังขยับจากยุคเร่งวิจัยเทคโนโลยี ไปสู่ยุคที่ ‘การทำเงินและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า’ กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
สำหรับสตาร์กแวร์ การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับ ‘อนาคตของระบบนิเวศสตาร์กเน็ต(STRK)’ ด้วย หากบริษัทสามารถเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้จริง และดึงผู้ใช้ให้เข้ามาใช้งานบนสตาร์กเน็ตได้มากขึ้น ก็จะช่วยตอกย้ำบทบาทของตนในตลาดซีโร่โนเลจสเกลลิงได้อย่างแข็งแรงยิ่งขึ้น
ในทางกลับกัน หากแม้จะมีเทคโนโลยีที่เหนือคู่แข่ง แต่ไม่สามารถแปลงเป็น ‘เม็ดเงิน’ และฐานผู้ใช้จำนวนมากได้ สตาร์กแวร์อาจถูกประเมินใหม่บนมาตรฐานเดียวกับโปรเจกต์คริปโตอื่นๆ ที่ถูกถามหาคำตอบเรื่อง ‘โมเดลรายได้’ อย่างหนักในช่วงนี้ ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่โหมด ‘สตาร์ตอัปสายทำกำไร’ ของสตาร์กแวร์ จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าบริษัทจะเดินออกจากยุคเติบโตด้วย ‘ชื่อชั้นด้านเทคโนโลยี’ ไปสู่ยุคที่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย ‘รายได้จริงและผู้ใช้จริง’ ได้สำเร็จหรือไม่
ความคิดเห็น 0