ผู้บริหาร ‘เชนลิงก์(LINK)’ ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการชะลอการผ่านร่างกฎหมาย ‘CLARITY Act’ ของสหรัฐ โดยชี้ว่า ‘ธนาคารดั้งเดิม’ เป็นฝ่ายกดดันอย่างหนัก เพื่อสกัดไม่ให้ทรัพย์สินดิจิทัลอย่างสเตเบิลคอยน์ ‘USDC’ มีฟีเจอร์สร้าง ‘ผลตอบแทน’ หรือดอกเบี้ยให้ผู้ใช้งาน โดยเมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ‘โค인트ีเลกราฟ’ รายงานว่าความขัดแย้งครั้งนี้กำลังกลายเป็นศึกใหญ่ ระหว่างโครงสร้างตลาดคริปโตที่เปิดทางให้ผู้ถือครองได้ผลตอบแทนโดยตรง กับระบบธนาคารที่ต้องการปกป้องความสามารถในการทำกำไรของตัวเอง
อดัม ไมน์ฮาร์ต ผู้บริหารของ ‘เชนลิงก์(LINK)’ ให้สัมภาษณ์ว่า ธนาคารในสหรัฐใช้แรงกดดันอย่างเข้มข้น เพื่อหยุดไม่ให้มี “ผลตอบแทน” หรือ “รีวอร์ด” ในทุกรูปแบบบนแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผูกกับสเตเบิลคอยน์ เขาอธิบายว่าโครงสร้างของธนาคารขนาดเล็กในสหรัฐต้องแข่งขันกันดึงเงินฝากด้วยการตั้งอัตราดอกเบี้ย หากแพลตฟอร์มคริปโตหรือเว็บเทรดสามารถให้ ‘ผลตอบแทน’ ที่สูงกว่ากับยอดคงเหลือในสเตเบิลคอยน์ เช่น USDC ลูกค้าก็มีแรงจูงใจย้ายเงินออกจากธนาคารทันที ทำให้รายได้ดอกเบี้ยและฐานเงินฝากของธนาคารถูกกระทบโดยตรง
ไมน์ฮาร์ตมองว่าการพยายามห้ามจ่ายผลตอบแทนบนสเตเบิลคอยน์อย่าง USDC เป็นเรื่องของ ‘การแข่งขัน’ มากกว่าความปลอดภัย เขาระบุว่า การไปปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีหลักประกันชัดเจน เป็นมาตรการที่ ‘ต่อต้านการแข่งขัน’ โดยจำกัดประโยชน์ของผู้บริโภคและถ่วงนวัตกรรมในตลาดคริปโต ‘ความคิดเห็น’ มีเสียงวิจารณ์ในอุตสาหกรรมว่า ธนาคารใช้เวทีเจรจาด้านกฎระเบียบเพื่อดึงข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างเข้าข้างตัวเองมากเกินไป แทนที่จะออกแบบกติกาที่เป็นธรรมต่อผู้เล่นทุกฝ่าย
กระแสคัดค้านในฝั่งคริปโตไม่ได้หยุดแค่ประเด็น ‘ผลตอบแทน’ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า ร่าง ‘CLARITY Act’ ทั้งฉบับอาจกลายเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อธนาคารขนาดใหญ่ และผู้เล่นการเงินดั้งเดิม โดยจำกัดความสามารถของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (non-bank) ในการเสนอ ‘ผลตอบแทนที่แข่งขันได้’ บนสเตเบิลคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ นั่นหมายความว่า เส้นทางการหมุนเวียนและสภาพคล่องของสเตเบิลคอยน์ อาจยังคงถูกควบคุมโดยระบบการเงินเก่าเป็นหลัก
ในมุมของผู้กำกับดูแล หนึ่งในเหตุผลหลักที่ถูกหยิบมาใช้คือ ‘ความปลอดภัย’ ของผู้บริโภคและระบบการเงิน แต่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมกลับมองว่าเหตุผลดังกล่าวเริ่มมีน้ำหนักน้อยลงเรื่อยๆ พวกเขาโต้แย้งว่า ตลาดคริปโตในปัจจุบันใช้โครงสร้าง ‘ความโปร่งใส’ อย่างเช่น การพิสูจน์เงินสำรอง (proof-of-reserves) และระบบหลักประกันที่ตรวจสอบได้ ซึ่งช่วยให้ความเสี่ยงถูกมองเห็นและจัดการได้ดีกว่าระบบปิดแบบเดิม การออกข้อห้ามแบบเหวี่ยงแหต่อผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลตอบแทน จึงอาจมีผลจริงๆ แค่ทำให้การพัฒนาเครื่องมือการเงินบนบล็อกเชนต้องชะลอตัวเท่านั้น
ด้านความเคลื่อนไหวทางการเมือง ‘CLARITY Act’ เริ่มกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในวุฒิสภาสหรัฐ หลังจากช่วงหนึ่งที่การพิจารณาถูกดึงยาวออกไป ซินเทีย ลูมมิส วุฒิสมาชิกสหรัฐ เปิดเผยว่า หากสหรัฐต้องการดึงอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาภายในประเทศ กติกาที่ ‘ชัดเจน’ สำหรับตลาดคริปโตและสเตเบิลคอยน์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เธอจึงผลักดันให้ร่างกฎหมายฉบับนี้เดินหน้าต่ออย่างจริงจัง ขณะที่ บิล แฮ็กเกอร์ตี วุฒิสมาชิกอีกคน ก็ยืนยันว่าร่าง ‘CLARITY Act’ จะถูกส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาภายในสัปดาห์หน้า
หลังสภาคองเกรสกลับมาจากช่วงปิดสมัยประชุม การถกเถียงเรื่องโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและนโยบายสเตเบิลคอยน์ก็เริ่มคึกคักอีกครั้ง บรรยากาศการเจรจาดูเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง ‘โค้งสุดท้าย’ ของการร่างรายละเอียด โดยมีการประเมินจากหลายฝ่ายว่า เนื้อหาหลักของร่างกฎหมายได้รูปไปแล้ว เหลือเพียงการต่อรองประเด็นละเอียดอ่อนระหว่างฝั่งธนาคาร ฝั่งคริปโต และหน่วยงานกำกับดูแล บางความเห็นยังมองด้วยว่า หากมีการผูกโยง ‘CLARITY Act’ เข้ากับประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ เช่น การแข่งขันด้านดิจิทัลกับประเทศคู่แข่ง การผ่านร่างกฎหมายอาจยิ่งรวดเร็วยิ่งขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แก่นของการกำกับดูแลคริปโตไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า “จะอนุญาตอะไรหรือห้ามอะไร” แต่คือคำถามว่า ‘ใคร’ จะได้สิทธิ์ควบคุมโครงสร้างรายได้และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ดิจิทัล หาก ‘CLARITY Act’ ได้ข้อสรุปในรูปแบบที่โอนอำนาจไปให้ระบบธนาคารดั้งเดิม ‘สเตเบิลคอยน์’ แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต และธนาคารอาจต้องจัดเรียงสมดุลอำนาจกันใหม่ แต่หากกฎหมายเปิดพื้นที่ให้ผู้ให้บริการคริปโตแข่งขันเสนอผลตอบแทนได้อย่างโปร่งใสภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดสเตเบิลคอยน์ในสหรัฐและระดับโลกในระยะยาว ‘ความคิดเห็น’ บทสรุปของศึก ‘CLARITY Act’ จึงอาจเป็นตัวชี้ทิศว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของระบบการเงินดิจิทัลกันแน่
ความคิดเห็น 0