Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ปีเตอร์ ชิฟฟ์เตือนโมเดลหนี้ล่า บิตคอยน์(BTC) ของสเตรทิจี เสี่ยงโดมิโนหากดอกเบี้ยพุ่ง

สเตรทิจี(Strategy) ยืนยันว่าต่อให้ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ร่วงแรงจากโซนราว 73,000 ดอลลาร์ ลงลึกไปถึงระดับ 8,000 ดอลลาร์ บริษัทก็ยังสามารถรับภาระหนี้และจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิได้อยู่ ขณะที่นักลงทุนทองคำสายหมีคริปโตอย่าง ปีเตอร์ ชิฟฟ์(Peter Schiff) กลับมองว่ารูปแบบธุรกิจนี้อาจล้มเป็น ‘โดมิโน’ หากเงื่อนไขบางอย่างพลิกผันรุนแรง

เมื่อวันที่ 28 (เวลาท้องถิ่น) จากวิดีโอความยาวราว 1 ชั่วโมงที่ปีเตอร์ ชิฟฟ์เผยแพร่ เขาระบุว่าโมเดลของ สเตรทิจี(Strategy) ซึ่งกู้เงินมาไล่ซื้อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เป็นหนึ่งใน “สามเสาหลักของความเสี่ยง” ในระบบการเงินตอนนี้ อีกสองเสาคือหนี้สาธารณะสหรัฐมูล่า 39 ล้านล้านดอลลาร์ และฟองสบู่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์(AI) ชิฟฟ์มองว่าสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ผลักดันให้เกิดการกู้ยืมขนาดใหญ่และการเก็งกำไรเกินตัว ทำให้ทั้งภาคธุรกิจ รัฐบาล และนักลงทุน แบกรับความเสี่ยงสูงเกินไป

เขายังชี้ไปที่การตัดสินใจล่าสุดของ สเตรทิจี(Strategy) ที่นำเงินสดราว 60% ของที่ถืออยู่ ไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้แปลงสภาพแบบไร้ดอกเบี้ยซึ่งเดิมจะครบกำหนดในอีก 3 ปีข้างหน้าแบบก่อนกำหนด ปีเตอร์ ชิฟฟ์ตีความว่านี่คือ “มาตรการเชิงป้องกัน” เพื่อประคองสภาพคล่อง แต่ในมุมของนักวิเคราะห์บางส่วนในตลาด กลับมองว่าเป็น ‘การจัดการทุน’ เพื่อลดโอกาสการไดลูทของผู้ถือหุ้นเดิมมากกว่า

หากเปลี่ยนหุ้นกู้แปลงสภาพเหล่านี้ไปเป็นหุ้นบุริมสิทธิ แรงกดดันการชำระคืนก็จะลดลง แม้ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ จะอ่อนตัวลากยาว ขณะเดียวกันยังเปิดช่องให้บริษัทก่อหนี้เพิ่มเพื่อนำเงินใหม่ไปไล่สะสมบิตคอยน์ได้ต่อเนื่อง

ฝั่ง สเตรทิจี(Strategy) ย้ำว่าตัวเลขในโมเดลยัง “คำนวณแล้วผ่าน” บริษัทระบุว่า หากราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ เติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 1.25% ก็เพียงพอให้โครงสร้างยังทำกำไรได้ ‘ความคิดเห็น’ โมเดลนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ถึงแม้ราคาจะผันผวนหรือย่อตัวแรงเป็นระยะ แต่แนวโน้มระยะยาวยังเป็นขาขึ้น จึงไม่มองว่ามีปัญหาเชิงโครงสร้างกับกลยุทธ์ที่ผูกกับบิตคอยน์เป็นหลัก

ในทางกลับกัน ปีเตอร์ ชิฟฟ์มองว่า ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ ต่างหากคือภัยตัวจริง เขาเตือนว่าหากอัตราดอกเบี้ยพุ่งสูง สินทรัพย์เก็งกำไรจะถูกกระทบพร้อมกัน ทั้งฟองสบู่ AI ที่อาจแตก การลงทุนที่อาศัยเลเวอเรจสูงจะถูกบีบหนัก และบริษัทอย่าง สเตรทิจี(Strategy) ที่ดึงหนี้มาซื้อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ อาจโดนแรงกระแทกอย่างจัง

ชิฟฟ์ย้ำมุมมองเดิมว่า นักลงทุนควรทยอยลดน้ำหนักจากหุ้นเทคโนโลยี คริปโตเคอร์เรนซี และกลยุทธ์เก็งกำไรที่พึ่งพาหนี้ก้อนใหญ่ แล้วหันไปถือทองคำและสินทรัพย์จริงมากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในอนาคต

ปฏิกิริยาในตลาดต่อคำเตือนครั้งนี้ยังแบ่งเป็นสองขั้ว ในโซเชียลมีเดียมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยกับความกังวลของเขาเกี่ยวกับนโยบายธนาคารกลางและความเสี่ยงเชิงระบบ และอีกกลุ่มที่มองว่าชิฟฟ์ “มองแง่ร้ายต่อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เกินไป” พร้อมชี้ว่าตลาดคริปโตเริ่มออกจากเฟสทดลองและมีโครงสร้างรองรับมากขึ้นแล้ว

ท้ายที่สุด กลยุทธ์ถือ ‘บิตคอยน์(BTC)’ หนาแน่นของ สเตรทิจี(Strategy) จะยังใช้ได้ผลหรือไม่ ยังขึ้นกับสองตัวแปรหลัก ทั้งทิศทางดอกเบี้ยนโยบายโลก และแนวโน้มราคา บิตคอยน์(BTC) ว่าจะรักษาโมเมนตัมระยะยาวได้แค่ไหน ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนที่ยังสูงในตลาดการเงินยุคนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1