ตลาดคริปโตสัปดาห์นี้ยังอยู่ในภาวะ ‘อ่อนแรง’ ชัดเจน กระแสขายในตลาดอัลต์คอยน์กดดัน ‘บิตคอยน์(BTC)’ ต่อเนื่อง ส่งผลให้ ‘อีเธอเรียม(ETH)’, ‘ริปเปิล(XRP)’, ‘เอ이다(ADA)’ รวมถึง ‘ไบแนนซ์คอยน์(BNB)’ เคลื่อนไหวในทิศทางลบเป็นส่วนใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากเริ่มให้น้ำหนักกับ ‘โอกาสปรับฐานต่อ’ มากกว่าการรีบาวด์ระยะสั้น
‘ความคิดเห็น’ ภาวะตลาดตอนนี้ชัดเจนว่าเป็น ‘ขาลงนำ’ ใครเล่นสั้นควรระวังการเด้งหลอก ขณะที่สายสะสมระยะยาวต้องจับตาแนวรับสำคัญมากเป็นพิเศษ
อีเธอเรียม(ETH) เสี่ยงเสียฐาน 2,000 ดอลลาร์
อีเธอเรียม(ETH) ร่วงราว 6% ในสัปดาห์นี้ กดราคาเข้าใกล้โซนสำคัญที่ ‘2,000 ดอลลาร์’ (ประมาณ 3.01 ล้านบาท) ซึ่งเป็นแนวรับหลักในรอบนี้ แม้ตอนนี้ราคายังยืนเหนือระดับดังกล่าวได้แบบหวุดหวิด แต่หากแรงขายกลับมาเพิ่ม ‘2,000 ดอลลาร์’ มีโอกาสพลิกกลายเป็นแนวต้านในทันที
หากแนวรับ 2,000 ดอลลาร์แตกลง เป้าหมายถัดไปถูกจับตาที่ ‘1,800 ดอลลาร์’ (ประมาณ 2.71 ล้านบาท) ซึ่งเคยเป็นจุดหยุดพักของรอบขาลงก่อนหน้า การถูกทดสอบซ้ำจะถูกมองเป็น ‘สัญญาณอ่อนแอ’ และอาจเร่งให้แรงขายใหม่ไหลเข้ามา
ท่ามกลางบรรยากาศลบในตลาดคริปโต นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า อีเธอเรียมอาจมีโอกาสทำจุดต่ำใหม่ต่อเนื่องไปได้ถึงช่วงฤดูร้อนปี 2026 หากภาพรวมสภาพคล่องและความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ริปเปิล(XRP) เสี่ยงถอยทดสอบ 1 ดอลลาร์
ริปเปิล(XRP) ปรับตัวลงอีกราว 4% เมื่อเทียบรายสัปดาห์ ทำให้แนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่อง ทั้งยังหลุดจากรูปแบบการสะสมแบบ ‘แฟลก/เพนแนนต์’ ทางเทคนิคในทิศทางลง ส่งผลให้บริเวณ ‘1.4 ดอลลาร์’ (ประมาณ 2,112 บาท) กลับกลายเป็นแนวต้านสำคัญที่กดหัวราคาอยู่ในตอนนี้
ด้านแนวรับหลักจะอยู่ที่ ‘1.2 ดอลลาร์’ (ประมาณ 1,811 บาท) และ ‘1 ดอลลาร์’ (ประมาณ 1,509 บาท) ซึ่งเป็นโซนที่คาดว่าอาจมีแรงซื้อทยอยรอรับ อย่างไรก็ตาม ในช่วงกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา แรงขายยังเหนือกว่าแรงซื้อ ทำให้ยังไม่เห็นการรีบาวด์ที่แข็งแรงจริงจัง
ริปเปิลอยู่ใน ‘ขาลง’ มานานเกือบหนึ่งปี ทำให้สถานะในตลาดด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะนี้โซน ‘1 ดอลลาร์’ จึงถูกจับตามองในฐานะ ‘ตัวเต็งจุดต่ำสุด’ ที่นักลงทุนจำนวนมากหวังว่าจะสามารถประคองราคาเอาไว้ได้
เอ이다(ADA) หลุดแนวรับหลัก เข้าพื้นที่เสี่ยง
เอ이다(ADA) เป็นอัลต์คอยน์ที่อ่อนแรงเด่นในสัปดาห์นี้ ราคาหลุดลงใต้แนวรับสำคัญที่ ‘0.24 ดอลลาร์’ (ประมาณ 362 บาท) โดยมีอัตราลดลงราว 7% กลายเป็นหนึ่งในเหรียญใหญ่ที่แพ้ทางตลาดมากที่สุดในรอบสัปดาห์
โซน 0.24 ดอลลาร์ถือเป็นแนวรับที่ช่วยประคองราคาอยู่ได้หลายเดือน การหลุดลงอย่างชัดเจนจึงถูกตีความว่าเป็น ‘สัญญาณความเชื่อมั่นสั่นคลอน’ สำหรับฝั่งผู้ถือครองเดิม หากราคายืนกลับขึ้นเหนือระดับนี้ไม่ได้และเปลี่ยนสภาพเป็นแนวต้านจริง ตลาดจะเริ่มมองจุดต่ำถัดไปที่ ‘0.20 ดอลลาร์’ (ประมาณ 301 บาท) และอาจลึกถึง ‘0.15 ดอลลาร์’ (ประมาณ 226 บาท) ซึ่งเป็นโซนต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2021
‘ความคิดเห็น’ สำหรับสายเทคนิค การหลุดแนวรับที่ยืนมานาน มักเปิดทางให้ราคาร่วงลงแบบไม่มีแนวกันมากนัก ใครเสี่ยงเข้าเก็งสั้นในโซนนี้ต้องตั้งจุดตัดขาดทุนให้ชัด
ไบแนนซ์คอยน์(BNB) ติดในกรอบแคบ ยังไม่มีทางเลือก
ไบแนนซ์คอยน์(BNB) ยังคงติดอยู่ในภาวะ ‘ไซด์เวย์ในกรอบ’ โดยเฉพาะการไม่สามารถทะลุแนวต้าน ‘690 ดอลลาร์’ (ประมาณ 1.04 ล้านบาท) ได้หลายครั้งติดต่อกัน ทำให้แนวโน้มระยะสั้นยังไม่ชัดเจน สัปดาห์นี้ราคาปรับตัวลงอีกราว 3% เพิ่มน้ำหนักให้ภาพรวมอ่อนตัวร่วมกับตลาด
ตอนนี้ BNB เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างแนวรับ ‘580 ดอลลาร์’ (ประมาณ 8.7 แสนบาท) และแนวต้าน 690 ดอลลาร์ ซึ่งกลายเป็นกรอบกล่อง (Box Range) ที่ลากยาวมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อพิจารณาจากบรรยากาศตลาดคริปโตที่ค่อนไปทางลบ ความเสี่ยงที่ราคาจะหลุดลงใต้ 580 ดอลลาร์จึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น
หากแนวรับ 580 ดอลลาร์ถูกเจาะลง เป้าหมายราคาถัดไปถูกมองที่บริเวณ ‘500 ดอลลาร์’ (ประมาณ 7.5 แสนบาท) โดยเฉพาะในกรณีที่บิตคอยน์(BTC) กลับมาอ่อนตัวแรงรอบใหม่ ก็มีโอกาสสูงที่ BNB จะถูกเทขายตามไปด้วย
ไฮเปอร์ลิควิด(HYPE) เด่นสวนตลาด หลังพุ่งแรงเริ่มพักฐาน
ในกลุ่มเหรียญหลักมีเพียง ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)(HYPE)’ ที่ยังแสดงความแข็งแกร่ง ราคาปรับตัวขึ้นราว 6% ในรอบสัปดาห์ กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่โทเคนที่ยังวิ่งสวนทางตลาด แต่การขึ้นรอบล่าสุดเริ่มสะดุดบริเวณ ‘64 ดอลลาร์’ (ประมาณ 96,588 บาท) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านระยะสั้น
หลังจากราคาพุ่งแรง แรงขายทำกำไรเริ่มออกมามากขึ้น ทำให้หลายฝ่ายคาดว่า HYPE อาจถอยลงมาทดสอบโซน ‘50 ดอลลาร์ต้น ๆ’ (ราว 75,000 บาท) เพื่อระบายความร้อนและสร้างฐานใหม่ กระบวนการลักษณะนี้มักถูกมองเป็นการพักตัวเชิงบวกในภาพของขาขึ้น มากกว่าการกลับตัวเป็นขาลงทันที
ระดับ ‘52 ดอลลาร์’ (ประมาณ 78,478 บาท) จึงถูกจับตาในฐานะแนวรับสำคัญ หากสามารถยืนเหนือได้อย่างมั่นคง มีโอกาสที่รอบขาขึ้นจะเดินหน้าต่อได้ ขณะที่ด้านบนฝั่งแนวต้าน ตลาดมองโซน ‘63–64 ดอลลาร์’ เป็นด่านหลักที่เหรียญจำเป็นต้องผ่านให้เด็ดขาดเพื่อยืนยันการ ‘เริ่มรอบพุ่งใหม่’ อย่างจริงจัง
โดยสรุป ภาพรวมตลาดคริปโตในตอนนี้ยังคงเป็น ‘ภาวะขาลงครองเมือง’ แม้จะมีบางเหรียญอย่าง HYPE ที่ทำผลงานสวนทาง แต่กระดานส่วนใหญ่ยังถูกกดด้วยความกังวลเรื่อง ‘การหลุดแนวรับใหญ่’ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ชะตาทิศทางตลาดในช่วงต่อจากนี้ นักลงทุนจึงต้องจับตาโซนรับหลักของแต่ละเหรียญให้ดี เพราะการแตกแนวรับครั้งถัดไปอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับฐานรอบใหม่ทั้งกระดานได้อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0