Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ธนาคารยุโรปเร่งใช้สเตเบิลคอยน์ ดัน USDC พุ่ง 109% หนุนเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเงินใหม่

ธนาคารยุโรปเร่งใช้ ‘สเตเบิลคอยน์’ จากโต๊ะประชุมสู่ขั้นตอนลงมือจริง

ธนาคารและบริษัทในยุโรปกำลังขยับจากการ ‘ศึกษา’ ไปสู่การ ‘ใช้งานจริง’ สเตเบิลคอยน์(stablecoin) อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยรามิน บราฮิมี ผู้ร่วมก่อตั้งและแมเนจิงพาร์ตเนอร์ของ ‘ทอรัส(Taurus)’ ระบุว่า เมื่อกรอบกำกับดูแลเริ่ม ‘ชัดเจน’ สถาบันการเงินยุโรปก็หันมาเลือก ‘พาร์ตเนอร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล’ ด้วยตัวเองแทนการรอดูทิศทางตลาด เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph กฎหมาย ‘ตลาดคริปโตของสหภาพยุโรป(MiCA)’ ได้ช่วยรวมกฎแยกย่อยของแต่ละประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียว เร่งให้กระแสการนำสเตเบิลคอยน์เข้าไปอยู่ในระบบการเงินหลักเดินหน้าเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บราฮิมีอธิบายว่า เมื่อราว 18 เดือนก่อน การพูดคุยส่วนใหญ่ยังอยู่แค่ระดับ ‘อธิบายสเตเบิลคอยน์คืออะไร และมีความเสี่ยงแบบไหน’ แต่ตอนนี้หลายบริษัทในยุโรปได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบริหารเรียบร้อย และกำลังเตรียมเปิดให้บริการจริง เขาย้ำว่า สถาบันการเงินยุโรปซึ่งขึ้นชื่อว่ามีกฎระเบียบเข้มงวด กำลังไปสู่ข้อสรุปร่วมกันว่า ‘สินทรัพย์ดิจิทัลควรถูกนำมาไว้ ‘ภายใน’ ระบบธนาคาร ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ ‘นอก’ ระบบ’ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองเชิงโครงสร้างต่อทั้งสเตเบิลคอยน์และคริปโต

‘ฝ่ายการเงิน’ ของบริษัท คือคนดันดีมานด์สเตเบิลคอยน์

แรงขับเคลื่อนสำคัญของการใช้สเตเบิลคอยน์ในรอบนี้มาจาก ‘ฝ่ายการเงินของบริษัท’ ไม่ใช่แค่สายคริปโตหรือฝ่ายนวัตกรรมอีกต่อไป เดิมทีการใช้สเตเบิลคอยน์จะถูกพูดถึงในบริบทของ ‘การชำระเงินและการชำระราคา(final settlement)’ เป็นหลัก แต่ปัจจุบันบริษัทเริ่มมองลึกไปถึงข้อดีอย่าง ‘การเร่งความเร็วการเคลื่อนย้ายเงิน’ ‘การลดต้นทุน’ และ ‘การทำธุรกรรมนอกเวลาทำการของธนาคารได้จริง’

บราฮิมีระบุว่า เมื่อ ‘ลูกค้าปลายทาง’ หรือบริษัทผู้ใช้งาน เริ่มเรียกร้องการชำระราคาแบบมีประสิทธิภาพขึ้น ความยืดหยุ่นที่สูงกว่าเดิม และการโอนเงินข้ามพรมแดนที่ต้นทุนต่ำลง การเจรจาเรื่องสเตเบิลคอยน์ในห้องประชุมก็จะเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงทฤษฎีไปสู่ ‘การลงมือวางโรดแมปใช้งาน’ อย่างเป็นรูปธรรมทันที

การเคลื่อนไหวในฝั่งสถาบันการเงินยุโรปยิ่งสะท้อนภาพนี้ชัดเจนขึ้น ‘เคลียร์แบงก์ ยุโรป(ClearBank Europe)’ ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กรอบ MiCA เป็นรายแรกในเนเธอร์แลนด์ ขณะที่กลุ่มธนาคารใหญ่อย่าง ING, ยูนิเครดิต(UniCredit), ไคซาบังกา(CaixaBank) และ BBVA ได้จับมือกันตั้งคอนซอร์เทียมผลักดัน ‘คิววาลิส(Qivalis)’ โครงการระบบชำระเงินและการชำระราคาบนเชนแบบ ‘สอดคล้องกับกฎระเบียบ’ ที่ตั้งเป้าให้ใช้งานได้ทั่วทั้งยุโรป

ในฝรั่งเศส ‘โซซิเอต เจเนราล(Societe Generale)’ กำลังนำสเตเบิลคอยน์ไปใช้กับกรณีใช้งานหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ‘การชำระเงินข้ามพรมแดน’ ‘การชำระราคาแบบออนเชน’ ‘การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ(FX)’ และ ‘บริหารกระแสเงินสด (cash management)’ ขณะเดียวกัน ธนาคารฝรั่งเศสอีกรายอย่าง ‘ออดโด BHF(Oddo BHF)’ ได้ออก ‘ยูโรสเตเบิลคอยน์’ ที่สอดคล้องกับ MiCA เป็นที่เรียบร้อย

ยังมีอีกหนึ่งคอนซอร์เทียมธนาคารยุโรปที่มี ING, ยูนิเครดิต(UniCredit) และ BNP ปารีบา(BNP Paribas) รวมอยู่ด้วย กำลังพัฒนา ‘สเตเบิลคอยน์สกุลฟรังก์สวิส’ โดยวางไทม์ไลน์ปล่อยใช้จริงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งหากเดินหน้าได้ตามแผน จะยิ่งตอกย้ำบทบาทสเตเบิลคอยน์ในระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน

USDC พุ่งแรงในยุโรป สะท้อนการใช้สเตเบิลคอยน์เชิงธุรกิจ

ด้านฝั่งข้อมูลตลาด คอนสแตนติน วาซีเลนโก ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจของแพลตฟอร์มชำระเงิน ‘เพย์บิส(Paybis)’ ระบุว่า ความต้องการ ‘สเตเบิลคอยน์ที่ใช้งานข้ามแพลตฟอร์มได้’ ในยุโรปกำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ ‘ยูเอสดีซี(USDC)’ ที่มีการใช้งานระดับสถาบันสูง

ข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ถึงมีนาคม 2026 ชี้ว่า ปริมาณซื้อขาย USDC ภายในสหภาพยุโรป ‘เพิ่มขึ้นราว 109%’ ในช่วงเวลาเพียงครึ่งปี และส่วนแบ่งของ USDC ในกิจกรรมสเตเบิลคอยน์ทั้งหมดก็ขยับจากประมาณ ‘13% ขึ้นไปแตะราว 32%’ ทำให้ USDC กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของทั้งธุรกิจฟินเทคและสถาบันการเงินที่ต้องการโอนเงินดอลลาร์ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ช่วงเวลาเดียวกัน ยอด ‘ซื้อ’ สเตเบิลคอยน์ในยุโรปสูงกว่ายอด ‘ขาย’ ถึงราว 5–6 เท่า สะท้อนว่าเงินทุนกำลังไหล ‘เข้า’ สู่สเตเบิลคอยน์มากกว่าถูกแลกกลับ ขณะที่ ‘ขนาดธุรกรรมเฉลี่ย’ ยังสูงกว่าบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ราว 15–35% วาซีเลนโกมองว่า ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่า การเคลื่อนย้ายสเตเบิลคอยน์ส่วนใหญ่ในยุโรป ไม่ได้มาจาก ‘นักลงทุนรายย่อยเก็งกำไร’ แต่ขับเคลื่อนด้วย ‘เงินทุนหมุนเวียน (working capital)’ ธุรกรรมชำระราคา และการใช้ในเชิง ‘โครงสร้างธุรกิจ’ เป็นหลัก

สำคัญกว่านั้น รายงานจาก ‘เชนอะนาไลซิส(Chainalysis)’ ยังประเมินว่า ปริมาณซื้อขายสเตเบิลคอยน์ทั่วโลกอาจขยับจากราว ‘28 ล้านล้านดอลลาร์’ ในปี 2025 ไปสู่ระดับ ‘719 ล้านล้านดอลลาร์’ ภายในปี 2035 และภายใต้สมมติฐานเชิงรุกที่สุด ตัวเลขนี้อาจทะยานแตะ ‘1,500 ล้านล้านดอลลาร์’ หากสเตเบิลคอยน์ถูกยกระดับให้กลายเป็น ‘หัวใจหลักของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน’ ระดับโลก

ความคิดเห็น

เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์-วอนเคลื่อนไหวอยู่แถวระดับ ‘1 ดอลลาร์ ต่อ 1,488.40 วอน’ การที่สเตเบิลคอยน์ โดยเฉพาะ ‘ยูเอสดีซี(USDC)’ กำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็วในยุโรป จึงไม่น่ามองแค่เป็น ‘ความต้องการคริปโต’ แบบเก็งกำไรเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการปรับตัวด้าน ‘มาตรฐานการบริหารเงินสดของบริษัท’ ที่เริ่มย้ายจากบัญชีธนาคารดั้งเดิม มาสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่โอนย้ายได้ 24 ชั่วโมง ข้ามพรมแดน และตรวจสอบได้แบบออนเชน หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อเนื่อง สเตเบิลคอยน์มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ของการจัดการเงินทุนในภาคธุรกิจทั่วโลกในระยะถัดไป

‘สเตเบิลคอยน์’ ในมุมนี้จึงไม่ใช่แค่โทเคนผูกค่าเงินดอลลาร์หรือยูโร แต่เริ่มกลายเป็น ‘ชั้นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน’ ที่เชื่อมโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1