Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ปิดฉากฟอรั่มไซเบอร์มืด ‘รีกเบส(LeakBase)’ สะเทือนความเสี่ยงข้อมูลบัญชีคริปโตทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสามารถยึดและ ‘ปิด’ ฟอรั่มอาชญากรรมไซเบอร์ชื่อฉาว ‘รีกเบส(LeakBase)’ ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายข้อมูลรั่วไหลและเครื่องมือแฮ็กสำคัญของโลกได้สำเร็จ การล้มเครือข่ายนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเสี่ยง ‘ข้อมูลบัญชีและกระเป๋าเงินคริปโต’ ที่อาจถูกนำไปซื้อขายในตลาดมืด พร้อมส่งสัญญาณเตือนต่ออุตสาหกรรมคริปโตทั้งหมด

เมื่อวันที่ 3–4 (เวลาท้องถิ่น) สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) ร่วมกับยูโรโพล(Europol) และหน่วยงานสืบสวนจากหลายประเทศ เปิดปฏิบัติการแบบ ‘โจมตีพร้อมกัน’ ยึดระบบและสั่งปิดรีกเบส พร้อมเก็บหลักฐานดิจิทัลจำนวนมาก รีกเบสถูกใช้เป็นตลาดซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกขโมย, ข้อมูลรับรองบัญชี (ข้อมูลล็อกอิน), รวมถึงเครื่องมือโจมตีไซเบอร์ โดยฟอรั่มนี้มีสมาชิกมากกว่า 1.42 แสนราย และโพสต์มากกว่า 2.15 แสนรายการ จัดเป็นคอมมูนิตี้อาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ระดับโลก

เบรตต์ ลีเธอร์แมน(Brett Leatherman) รองผู้อำนวยการฝ่ายไซเบอร์ของ FBI ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 ว่า หน่วยงานจากหลายประเทศได้ร่วมกัน ‘เทคดาวน์’ รีกเบส โดยทำการยึดข้อมูลบัญชีผู้ใช้, เนื้อหาโพสต์, ข้อมูลการชำระเงิน, ข้อความส่วนตัว รวมถึงบันทึก IP ‘ทั้งหมด’ เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางคดี ‘คำ’ หมายความว่า การปิดเว็บไม่ได้หยุดแค่การทำให้เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ แต่ยังรวมถึงการเก็บร่องรอยกิจกรรมและหลักฐานการซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้จำนวนมาก

ปฏิบัติการครั้งนี้มีหน่วยงานจาก 14 ประเทศเข้าร่วม ดำเนินมาตรการเชิงรุกกับตัวแพลตฟอร์มรีกเบสและผู้ใช้งานในเวลาเดียวกัน หลังจบปฏิบัติการ หน้าเว็บของรีกเบสถูกแทนที่ด้วยแบนเนอร์ยึดทรัพย์สินดิจิทัลและข้อความเตือนการกระทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ยังคงเก็บรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมจากฝั่งผู้ใช้และโครงสร้างพื้นฐานของฟอรั่ม

ทางการเปิดเผยว่าได้ดำเนินการตรวจค้นและยึดอุปกรณ์ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐ, ออสเตรเลีย, เบลเยียม, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, สเปน และสหราชอาณาจักร พร้อมมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยบางราย เอ. ไทสัน ดูวา(A. Tysen Duva) ผู้ช่วยรัฐอัยการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ กล่าวว่าปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลาย ‘แพลตฟอร์มข้ามชาติหลัก’ ที่อาชญากรไซเบอร์ใช้หากำไรจากข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว, ข้อมูลธนาคาร และข้อมูลล็อกอินบัญชีต่างๆ

แม้ในแถลงการณ์ของหน่วยงานจะไม่ได้เอ่ยถึงข้อมูลบัญชีคริปโตโดยตรง แต่ ‘คำ’ ความเสี่ยงต่อ ‘บัญชีเทรดคริปโต’ และ ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ ก็ถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากฟอรั่มรุ่นพี่อย่าง ‘เรดฟอรัมส์(Raidforums)’ ซึ่งถูกปิดในปี 2022 เคยถูกใช้เป็นช่องทางปล่อยข้อมูลส่วนตัวละเอียดของลูกค้าฮาร์ดแวร์วอลเล็ต เลเจอร์(Ledger) มากถึงราว 2.72 แสนราย ‘ความคิดเห็น’ กรณีรีกเบสจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องเตือนใจอีกครั้งว่า ข้อมูลลูกค้าของกระเป๋าเงินและเว็บเทรดคริปโตสามารถกลายเป็น ‘สินค้า’ ในระบบนิเวศอาชญากรรมไซเบอร์ได้อย่างไร

ตลอดปีที่ผ่านมา วงการคริปโตเผชิญเคส ‘ข้อมูลหลุด’ และ ‘การสวมรอย’ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากข้อมูลล็อกอินเว็บเทรดที่รั่วไหล, ข้อมูลภายในองค์กรที่ถูกเปิดเผย ไปจนถึงการโจมตีเชิงสังคม (Social Engineering) ที่เน้นหลอกล่อและจิตวิทยาผู้ใช้ ในเดือนพฤษภาคม 2025 มีรายงานว่ากลุ่มอาชญากรไซเบอร์จ่ายสินบนให้พนักงานเอาต์ซอร์สของศูนย์บริการลูกค้าต่างประเทศ เพื่อให้ได้สิทธิ์เข้าถึงระบบภายในของเว็บเทรดสหรัฐ ‘คอยน์เบส(Coinbase)’ ข้อมูลลูกค้าที่ได้มาสามารถถูกใช้ทั้งในการส่ง ‘ข้อความสวมรอย’ เพื่อล้วงข้อมูลเพิ่มเติม พยายามยึดบัญชีลงทุน ไปจนถึงข่มขู่เชิงกายภาพโดยอ้างอิงที่อยู่จริงของเหยื่อ

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังมีกรณีที่มีการเปิดเผยว่าแฮกเกอร์เจาะเข้าไปในระบบพาร์ทเนอร์บนดาร์กเว็บของกลุ่มแรนซัมแวร์ ‘ล็อกบิต(LockBit)’ และทำให้ที่อยู่กระเป๋า ‘บิตคอยน์(BTC)’ ราว 6 หมื่นรายการหลุดออกสู่ภายนอก แม้ว่าที่อยู่ออนเชนจะคงความนิรนามในระดับหนึ่ง แต่เมื่อที่อยู่เหล่านี้และประวัติธุรกรรมถูกผูกเข้ากับข้อมูลชิ้นอื่นๆ ความเป็นไปได้ในการระบุตัวบุคคลหรือองค์กรก็จะสูงขึ้น กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญในระบบนิเวศคริปโต

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เทรดเดอร์ที่ใช้ชื่อบนโลกออนไลน์ว่า ‘เทรดเดอร์SZ(TraderSZ)’ อ้างว่าถูกบุคคลซึ่งระบุว่าเป็น ‘อดีตพนักงานรีโวลูต(Revolut)’ ข่มขู่เรียกเงิน พร้อมขู่จะเปิดเผยตัวตนและข้อมูลส่วนตัว และถึงขั้นติดต่อไปหาสมาชิกในครอบครัว ‘คำ’ กรณีนี้ตอกย้ำว่า การแฮ็กบัญชีหรือเข้าถึงข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเสียหายทางการเงินอีกต่อไป แต่ลุกลามไปถึง ‘การเปิดโปงตัวตน’, ‘ชื่อเสียง’ และ ‘ความปลอดภัยในชีวิตจริง’

การปิดรีกเบสจึงถูกมองว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของความร่วมมือระดับนานาชาติในการโจมตี ‘โครงสร้างพื้นฐานอาชญากรรมไซเบอร์’ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนว่าทั้งตลาดคริปโตและระบบดิจิทัลโดยรวม กำลังเผชิญการวิวัฒน์อย่างต่อเนื่องของ ‘การซื้อขายข้อมูลหลุด’ และ ‘การโจมตีเชิงสังคม’ ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ในมุมของอุตสาหกรรมคริปโต เสียงเรียกร้องให้ผู้ให้บริการเว็บเทรดและกระเป๋าเงินเพิ่ม ‘งบลงทุนด้านความปลอดภัย’ กำลังดังขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานเองก็ถูกกระตุ้นให้หันมาใช้ ‘การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA)’ ให้จริงจังยิ่งขึ้น และสร้างระบบรับมือฟิชชิงของตัวเอง ทั้งการตรวจสอบลิงก์และอีเมล, การไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ และการเฝ้าระวังความผิดปกติในบัญชีอยู่เสมอ ‘ความคิดเห็น’ ภายใต้โลกที่ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลธุรกรรมคริปโตกลายเป็นสินทรัพย์ราคาสูงในตลาดมืด ผู้เล่นในตลาดจึงจำเป็นต้องมอง ‘ความปลอดภัย’ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ลงทุน ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคปลายทางอีกต่อไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความหลัก

บิตคอยน์(BTC) ทะลุ 71,000 ดอลลาร์ ทดสอบแนวต้าน 70,000 ท่ามกลางเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ปูทางลุ้น ATH ใหม่

นาโดขยายฐานด้วยระบบการจัดการกำไรข้ามมาร์จิ้น เพิ่มปริมาณซื้อขายสู่ 15.9 พันล้านดอลลาร์

Zero เตรียมเปิดตัวเมนเน็ต ท้าทายเครือข่ายใหญ่ด้วยเทคโนโลยีครอสเชน

บิตคอยน์(BTC) หยุดที่ 70,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1