Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) พุ่งใกล้ 7.6만ดอลลาร์ แต่ติดด่านต้นทุนเฉลี่ย ETF สถาบันที่ 8만ดอลลาร์

บิตคอยน์(BTC) พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 7.6만ดอลลาร์ (ราว 1,133.7 만원) เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ทำสถิติสูงสุดใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางกระแสเงินไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์สpot ในสหรัฐ แต่แม้โมเมนตัมการฟื้นตัวจะยังเดินหน้าอยู่ ‘แนวต้านที่มองไม่เห็น’ ก็ยังคงจำกัดความเร็วของราคาไว้

ตามข้อมูลของนักวิเคราะห์ออนเชน ‘แอกเซล แอดเลอร์ จูเนียร์(Axel Adler Jr.)’ กระแสเงินในกองทุน ETF บิตคอยน์สpotสหรัฐ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเพิ่งเดินครบ ‘หนึ่งรอบวัฏจักร’ อย่างสมบูรณ์ ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เกิดแรงขายลักษณะยอมจำนน (capitulation) ทำให้เงินทุนไหลออกต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปริมาณไหลออกเฉลี่ยรายวันแตะระดับ -1,883 BTC

อย่างไรก็ดี บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์เป็นต้นมา กระแสกลับทิศเป็นเงินไหลเข้า และขยายตัวจนแตะเฉลี่ยรายวัน +3,387 BTC เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ปัจจุบันค่าเฉลี่ย 7 วันยังคงทรงตัวแถว ๆ +1,472 BTC ในช่วงดังกล่าว ปริมาณบิตคอยน์(BTC) ที่ถือครองรวมใน ETF เพิ่มขึ้นราว 26,600 BTC คิดเป็นราว 2%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ‘อุปสงค์จากสถาบัน’ เริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่จุดสำคัญคือ ตลาดยังคงเคลื่อนไหวอยู่ *ใต้* แนวต้านสำคัญที่ถูกสร้างขึ้นจาก ‘ต้นทุนเฉลี่ยของผู้ลงทุนผ่าน ETF’

แอดเลอร์ชี้ว่า ‘ราคาใช้จ่ายจริง (Realized Price)’ หรือราคาเฉลี่ยที่นักลงทุน ETF ซื้อบิตคอยน์เอาไว้ อยู่บริเวณ 79,962 ดอลลาร์ (ราว 1,193.4 만원) ตัวเลขนี้เปรียบเสมือน ‘ต้นทุนเฉลี่ยทั้งระบบ’ ของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าว

เมื่อเทียบกับระดับราคาปัจจุบันที่บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวอยู่แถว 7.4만ดอลลาร์ หมายความว่านักลงทุน ETF โดยรวมยังคงมี ‘ผลขาดทุนที่ยังไม่ขาย’ เฉลี่ยราว 5,174 ดอลลาร์ (ประมาณ 772 만원) ต่อ 1 BTC

ช่องว่างราคาระดับนี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อโครงสร้างตลาด เพราะยิ่งราคาขยับเข้าใกล้โซน 79,962 ดอลลาร์มากเท่าไร โอกาสที่ผู้ลงทุนจะเทขายเพื่อ ‘ปิดขาดทุน’ และออกจากตลาดก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงขายกดดันอย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ บริเวณ 8만ดอลลาร์ จึงไม่ได้เป็นเพียง ‘แนวต้านด้านราคา’ แบบเทคนิคเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘โซนแรงขายสะสม’ ที่มีแรงเทขายจากต้นทุนของสถาบันกระจุกตัวอยู่เป็นพิเศษ

อ้างอิงข้อมูลจาก ‘คอยน์เกคโค(CoinGecko)’ บิตคอยน์(BTC) ขยับขึ้นราว 5% ทั้งในกรอบ 7 วัน และ 30 วันล่าสุด หากมองในกรอบ 2 สัปดาห์ ผลตอบแทนอยู่ที่ราว 9% แต่เมื่อเทียบแบบรายปี ราคายังคงลดลงราว 11% และยังอยู่ต่ำกว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลเดิมกว่า 41%

สำหรับทิศทางต่อไป แอดเลอร์ได้วางเงื่อนไขสำคัญสองประการ หากบิตคอยน์(BTC) สามารถปิดตลาด ‘เหนือ’ 79,962 ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน และในเวลาเดียวกัน เงินทุนไหลเข้าสุทธิของ ETF ยังรักษาระดับ ‘มากกว่า 2,000 BTC ต่อวัน’ ได้อย่างต่อเนื่อง เขามองว่านั่นจะเป็นสัญญาณของ ‘การเปลี่ยนระบอบ (regime change)’ ของตลาด

‘ความคิดเห็น’ ปัจจุบันตลาดบิตคอยน์(BTC) อยู่ในภาวะฟื้นตัวภายใต้แรงหนุนจากกองทุน ETF สหรัฐ แต่ก็ต้องเผชิญกับแนวต้านเชิงโครงสร้างที่เกิดจาก ‘ต้นทุนเฉลี่ยของสถาบัน’ อย่างชัดเจน คำถามสำคัญในรอบนี้จึงอยู่ที่ว่า กระแสเงินใหม่ใน ETF จะมี ‘ความหนาแน่น’ มากพอที่จะดูดซับแรงขายจากโซน 8만ดอลลาร์ได้หรือไม่ เพราะหากผ่านด่านนี้ไปได้อย่างมั่นคง ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคลื่นขาขึ้นระยะใหม่ในตลาดบิตคอยน์(BTC) ได้เช่นกัน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1