เพย์พาล(PYPL) เดินหน้าขยายการใช้งานสเตเบิลคอยน์ ‘เพย์พาลUSD(PYUSD)’ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะในสหรัฐฯ ไปสู่ตลาดต่างประเทศอีก 70 แห่ง นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน ‘สเตเบิลคอยน์’ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน ‘การชำระเงินและการชำระราคา’ บนเครือข่ายการชำระเงินระดับโลก โดยมุ่งลด ‘ต้นทุนการโอนข้ามประเทศ’ และ ‘เวลาในการเคลียร์เงิน’ เป็นหลัก
ผู้ใช้ในประเทศที่ถูกเพิ่มใหม่จะสามารถซื้อ เก็บ ส่ง และรับ PYUSD ได้โดยตรงผ่านบัญชีเพย์พาลของตัวเอง พร้อมฟังก์ชันโอนออกไปยังกระเป๋าคริปโตภายนอก และแปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่นเมื่อถอนเงิน เพย์พาลระบุว่าจะทยอยเปิดให้ใช้งานในตลาดเพิ่มเติมอีกภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
เมย์ ซาบาเนห์(May Zabaneh) รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายคริปโตของเพย์พาล ให้สัมภาษณ์กับ ‘คอยน์เดสก์(CoinDesk)’ ว่า การขยายตัวครั้งนี้เป็น “วิธีที่ทรงพลังในการแสดงให้เห็นว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ สามารถผสานเข้ากับเครือข่ายผู้บริโภคและร้านค้า เพื่อส่งมอบทั้ง ‘มูลค่า’, ‘การลดต้นทุน’, ‘ความเร็วแบบเกือบทันที’ และ ‘การชำระราคา’ ได้อย่างไร” พร้อมเสริมว่า PYUSD ช่วย “ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ทั้งบุคคลและธุรกิจสามารถ ‘ถือ ใช้ และรับ’ เงินในรูปแบบใหม่นี้ได้”
สเตเบิลคอยน์คือโทเค็นดิจิทัลที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์อย่าง ‘เงินเฟียต’ หรือ ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ กลายเป็นหัวใจสำคัญของการชำระราคาในตลาดเทรดคริปโต การโอนเงินระหว่างประเทศ และการชำระเงินบนบล็อกเชน ปัจจุบัน ‘เทเธอร์ USDT’ ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งด้วยมูลค่าตลาดราว 143,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 212.41 ล้านล้านวอน) ตามมาด้วย USDC ของ เซอร์เคิล อินเทอร์เน็ต(Circle Internet, CRCL) ที่ประมาณ 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 115.86 ล้านล้านวอน) ขณะที่ PYUSD มีขนาดตลาดราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.94 ล้านล้านวอน)
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ ‘สเตเบิลคอยน์’ ดึงดูดความสนใจจากสถาบันการเงินดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง ทั้ง วีซา(Visa, V) และมาสเตอร์การ์ด(Mastercard, MA) ต่างทดลองเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานกับสเตเบิลคอยน์ ขณะที่ธนาคารและฟินเท็กก็เริ่มทดสอบ ‘เงินฝากโทเค็นไนซ์’ และระบบชำระราคาแบบบล็อกเชน เพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำในตลาด ‘การชำระเงินข้ามพรมแดน’ และ ‘ดิจิทัลคอมเมิร์ซ’ ความต้องการใช้ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณสเตเบิลคอยน์ในระบบขยับขึ้นสู่ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงของตลาดนี้
เพย์พาลชี้ว่า PYUSD ช่วยลดเวลา ‘รอการชำระราคา’ ให้กับร้านค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ระบบชำระเงินแบบดั้งเดิมอาจใช้เวลาหลายวันกว่าร้านค้าจะได้รับเงินสุทธิ แต่เมื่อใช้ PYUSD ร้านค้าสามารถรับเงินจากธุรกรรมได้ภายใน “ไม่กี่นาที” ซึ่งในแง่ของ ‘การค้าระหว่างประเทศ’ ถือว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสภาพคล่องอย่างเห็นได้ชัด
PYUSD เป็นสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับดอลลาร์ซึ่งเพย์พาลเปิดตัวในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2023 โดยมีการสำรองมูลค่าด้วย ‘เงินฝากดอลลาร์’ และ ‘ตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ ระยะสั้น’ ผู้ออกเหรียญคือ แพ็กซอส(Paxos) ที่ดำเนินงานภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสหรัฐฯ สำหรับตลาดใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้งาน ครอบคลุมภูมิภาค ‘เอเชียแปซิฟิก’, ‘ยุโรป’ และ ‘ละตินอเมริกา’ รวมถึงสิงคโปร์ สหราชอาณาจักร เปรู และกัวเตมาลา ในขณะที่การแข่งขันฝั่งสเตเบิลคอยน์ยังคงหมุนรอบแกนหลักอย่าง USDT และ USDC ‘ความคิดเห็น’ ตลาดกำลังจับตาดูว่าเพย์พาลจะสามารถใช้จุดแข็งด้านแพลตฟอร์มการชำระเงินระดับโลก เพื่อขยายการใช้งาน PYUSD ให้หลุดจากการเป็นแค่ “ผู้เล่นรายเล็ก” ได้หรือไม่
‘ความคิดเห็น’ ภาพรวมของอุตสาหกรรมชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สเตเบิลคอยน์ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวช่วย” สำหรับเทรดคริปโตอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ในฐานะ ‘โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและการชำระราคา’ บนบล็อกเชน อย่างไรก็ตาม หาก PYUSD ต้องการเพิ่มน้ำหนักของตัวเองในสนามนี้ ยังต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญหลายด้าน ตั้งแต่ ‘ข้อกำกับดูแลในแต่ละประเทศ’, ‘ความสะดวกในการแปลงสู่สกุลเงินท้องถิ่น’, ไปจนถึง ‘การเชื่อมต่อกับระบบกระเป๋าเงินภายนอก’ การขยายสู่ 70 ตลาดครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่โครงการเติบโต แต่เป็นเวทีทดสอบว่า PYUSD จะสามารถยืนระยะในศึก ‘ดอลลาร์บนเชน’ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดกับคู่แข่งอย่าง USDT และ USDC ได้มากน้อยแค่ไหน
ความคิดเห็น 0